ย้ายไป tewson.com เด้อ ถาวรเลย
Be Kind Rewind
August 2, 2008เคยถ่ายหนังกันปะครับ
ตอน ม ปลายผมทำหนังกับเพื่อนไปฉายงานปัจฉิมนิเทศ เพื่อนมันแต่งบทมาแล้วก็ช่วย ๆ กันถ่าย+ตัดต่อ
แรงบันดาลใจตอนนั้นมาจากตอนงานปีใหม่ ม. 4 ได้ดูหนังสั้นที่พวก ม. 5 ทำ แล้วรู้สึกว่า เฮ้ยมันเจ๋งดี ทำแล้วเท่ (แต่หนังแม่งโคตรงงอะ) ได้โอกาสตอนอยู่ ม. 5 เลยทำบ้าง ใช้ในการแสดงอำลา ม. 6
นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกมันบ้ามาก เนื้อเรื่องคืออยู่นักเรียนก็หายตัวไปทั้งโรงเรียน เหลืออยู่ไม่กี่คน ซึ่งคนที่เหลือนี่กำหนดให้เป็นคนที่เด่น ๆ ใน ม. 6 ประเด็นคือทำหนังล้อเลียน ไม่สิ ระลึกถึงพวกนั้นนั่นเอง
สิ่งที่มันส์มากก็คือคนมันต้องหายไปทั้งโรงเรียนเนี่ยแหละ ถ่ายยากฉิบเผงเลย มีกล้องแฮนดี้แคมตัวเดียวกับขาตั้งอันเล็ก ๆ ฉากสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ที่เด็ด ๆ (ในความคิดคนทำ) ก็มีฉากของเพื่อนชื่อโฟรโด้ (ตัวเล็กกว่าผม ไม่รู้ถึง 160 ซม. หรือเปล่า) ที่ต้องแสดงเป็นพี่เอ๋ (น่าจะสูงราว ๆ 190 ซม.) (คนเลือกมันก็ช่างเลือกนะ) หรือฉากของเพื่อนชื่ออ๊อบ ที่ต้องแสดงเป็นพี่พิชญ์ อันนี้เด็ดมาก มีฉากที่ต้องไถสกูตเต้อร์แล้วหายตัวไปกลางคัน เหลือแต่สกูตเต้อร์วิ่งไปต่อแล้วล้มลง ถ่ายกันเป็นสิบรอบ ออกมาเนียนมาก ฮ่า ๆ ภูมิใจ แล้วก็ฉากจบสุดเจ๋งที่เป็นตำนาน (ส่วนตัว) ไปแล้วเพราะสามารถเอานักเรียนทั้งโรงเรียนมาทำท่าประหลาด ๆ พร้อมกันหมด อ่อยังมีอินโทรสุดหลอนอีก ฝีมือบีม (วิศวะฯจุฬาฯ) แว่น (หมอ มศว.) กับหมิว (หมอรามา)
แต่ทั้งหมดมันก็เป็นได้แค่ความทรงจำ ด้วยความที่ตอนนั้นยืม (ไถ) คอมพิวเต้อร์โนตบุคของเพื่อน ๆ มา 6 เครื่อง (เมื่อ 4 ปีที่แล้วมันยังไม่เกลื่อนเหมือนสมัยนี้นะ) เรนเด้อร์กันจนชั่วโมงสุดท้าย หลังฉายก็เอากลับมาที่หอ ก็แยกคอมพิวเต้อร์คืนเจ้าของไป แล้วสื่อสารผิดพลาดอย่างไรไม่ทราบ มีคนเผลอลบออกไป ทั้งที่ตัดต่อเสร็จแล้วและฟุตเตจส่วนใหญ่ แทบร้องไห้อะ แต่มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย เหลือรอดมาได้แค่อินโทรเท่านั้นเอง
เกริ่นนานเกินไปแล้ว กลับมาเข้าเรื่อง ที่นึกถึงเรื่องตอน ม. ปลายเสียยืดยาวขนาดนี้ก็เพราะวันนี้ไปดูหนังเรื่องนี้มา
ไปดูโดยไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ไปดูเพราะเป็นหนัง แจค แบลก แล้วได้ 4 ดาวจากนิตยสาร BK
เนื้อเรื่องคร่าว ๆ คือ ลูกจ้างร้านวิดีโอกับเพื่อนงี่เง่าคนหนึ่ง เผลอทำข้อมูลในวิดีโอทั้งร้านหายไปหมด เลยเกิดความคิดสุดห่ามว่าจะถ่ายมันขึ้นมาใหม่เอง
ประทับใจมาก ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่หนังตลกธรรมดา ๆ เลยนะเนี่ย ฉากที่ทำแบบบ้าน ๆ เลียนแบบหนังดัง ๆ มันเจ๋งจริง ๆ แบบว่า คิดได้ไง คือนำหนังดัง ๆ มาเลียนแบบได้ซื่อ ๆ แต่โคตรฮา ตัวละครของแบลกก็โคตรกวนตีน แล้วยังมีประเด็นอื่นในหนังอีกมาก
ไปดูกันดิ ที่พารากอนหรือที่รัชโยธินเท่านั้น
นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่
July 21, 2008เบื่อเรียนแล้ว
ไม่เห็นรู้สึกว่ามันจะช่วยพัฒนาโลก หรือแม้แต่แค่ประเทศไทยได้เลย
ไปเรียนที่คณะทุกวันนี่ได้อะไร
สักแต่นั่ง ๆ จด ๆ ไป ไม่ได้มีความใฝ่รู้/อยากรู้เลยแม้สักนิด
เลือกผิดสาขา เรียนแค่ให้มันผ่าน ๆ ไป ไม่หลุดทุน เท่านั้นเอง?
น่าสมเพช
Hellboy 2 : The Golden Army
July 13, 2008เรื่องของเรื่องก็คือดู Female Agents จบแล้วรู้สึกเฉย ๆ เลยต้องการหาความมันส์ต่อ เห็น Hellboy 2 ใกล้เวลาฉายพอดีจึงเดินจากลิโด้ไปยังโรงหนังสยาม
ผมรู้สึกเฉย ๆ กับภาคที่แล้ว ชอบแต่มุขตลก นางเอก การออกแบบตัวละคร แล้วก็ฉากแอคชั่น (ทั้งเรื่องมันก็แค่นั้นนี่หว่า) แต่ว่าตัวร้ายมันตายง่ายไปหน่อยไหม
มาภาคนี้ แอบไปดูเรตติ้งใน rottentomatoes พบว่าได้เยอะมาก เลยกะมันส์เต็มที่
ปรากฏว่ามันอลังการมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เปิดมาฉากแรกเป็นการ์ตูน CG ก็ทำได้ดีมาก มุขตลกก็มาเรื่อย ๆ (บ่อยอยู่นะ) ฉากต่อสู้อะไรพวกนี้ก็โคตรเจ๋ง ยิ่งพวกตัวประหลาดกับฉากโลกใต้ดินนะ คือไม่รู้ว่าเดล โทโร จินตนาการออกมาได้อย่างไร ในเรื่อง Pan’s Labyrinth ว่าเยอะแล้ว ในเรื่องนี้นี่ โคตร-จะ-เยอะ แต่ละตัวนี่หลุดโลกมาก ๆ ตั้งแต่ตัวเล็กกว่าฝ่ามือจนถึงตัวสูงกว่าตึกซะอีก
สำหรับเนื้อเรื่องในภาคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับภาคที่แล้วเท่าไร (นอกจากเรื่องคู่พระ-นาง) เรื่องก็มีอยู่ว่าสมัยก่อนบนโลกมีทั้งมนุษย์และพวกภูติ (ก็พวกเอลฟ์ โทรล กอบลิน ออร์ก นั่นล่ะ) ต่อมาทำสงครามกัน สงครามยุติก็ต่างคนต่างอยู่ เวลาผ่านมานานจนเจ้าชายเอลฟ์เห็นว่ามนุษย์มันเลว ดีแต่ทำลายโลก เลยจะปลุกกองทัพหุ่นทองคำที่เป็นอมตะขึ้นมากวาดล้างมนุษย์ ที่เหลือก็ตามสูตรนั่นแหละ
นอกจากเรื่องหลักแล้วก็ยังมีเรื่องรองแบบตลกรักโรแมนติกตามสูตร ทั้งคู่พระ-นาง แล้วก็ความรักของ เอ๊บ-เซเปี้ยน ?!? นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่เป็นมนุษย์ควันชื่อ เคร้าส์ มาจากเยอรมนี ก็สร้างสีสันได้พอสมควร
สรุปได้ว่าคุ้มเงินมาก ๆ กับ Hellboy 2 โคตรจะบันเทิง หนังเหมือนจะตามสูตร แต่บรรยากาศก็ทรงพลังมากจากฉาก กลไก ตัวประหลาดต่าง ๆ ไปดูกันเหอะ ไม่ต้องดูภาคแรกก็ได้
นอกจากใน 2 เครือยักษ์ใหญ่แล้วก็ยังฉายที่โรงหนังสยามนะ
ปล. คราวนี้เขียนทีเดียว 2 เรื่อง ช่วยอ่านเรื่องก่อนหน้าด้วย
Female Agents
July 13, 2008ตั้งแต่เกิดมาผมได้ดูหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างเยอะ (แต่ก็ยังเป็นแค่ส่วนน้อยของหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหมด) เช่น
- Indiana Jones
- Saving Private Ryan
- Black Book
- The Counterfeiters
- Sophie Scholl: The Last Days
- Enemy at the Gates
- Pearl Harbor
- Schindler’s List
- The Pianist
- Lust Caution
- Atonement
เป็นต้น
ไม่รู้ทำไม แต่ผมชอบบรรยากาศในยุคนั้นมาก (ไม่ได้ชอบสงครามนะ) ชอบสีมอ ๆ ตุ่น ๆ ชอบพวกเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ รถยนต์ โปสเตอร์ แฟชั่น อะไรพวกนี้
ไม่รู้จะเรียกว่าวิกฤตสร้างโอกาส หรือสถานการณ์สร้างวีรบุรุษได้หรือเปล่า แต่ว่าในช่วงนั้นเกิดเรื่องราวที่น่าจดจำเป็นจำนวนมาก หนังหลายเรื่องก็เลือกเอาจุดเล็ก ๆ (บางจุดก็สำคัญ) ในประวัติศาสตร์มาขยายความ อย่างเช่นในขณะที่ The Counterfeiters ตีแผ่เรื่องของนักโทษในค่ายกักกัน Sophie Scholl: The Last Days กลับนำเสนอเรื่องของขบวนการนักศึกษาที่ต่อต้านนาซี
นอกจากนี้ ฉากของแต่ละเรื่องยังแตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีแค่ในเยอรมนี เช่น ฉากของ Enemy at the Gates ที่อยู่ในรัสเซีย หรือฉากของ Black Book ที่เรื่องราวเกิดในเนเธอร์แลนด์
เข้าเรื่องสักที คือวันนี้ผมไปดูหนังมา แน่นอนว่าเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นมุมมองที่แปลกใหม่ (สำหรับผม) นั่นคือ เรื่องเกิดในฝรั่งเศส และตัวเอกเป็นหญิง 5 คน
เรื่องนี้ล่ะครับ Female Agents
ต้องสารภาพก่อนว่านอกจากเนื้อเรื่องแล้ว แรงผลักดันอีกอย่างคือนักแสดงนำหญิง โซฟี มาร์โซ (Sophie Marceau) คนอะไรง้ามงาม
ในเรื่อง (และในประวัติศาสตร์ด้วย) อังกฤษกำลังเตรียมการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ฝรั่งเศส (เนื้อเรื่องส่วนของการยกพลนั้นอยู่ใน Saving Private Ryan) ซึ่งตอนนั้นนาซีได้ยึดปารีสไว้อยู่ การจะยกพลขึ้นบกได้ต้องอาศัยอ่าวจำลองในการลำเลียงพล อ่าวจำลองที่ว่านี้มีรหัสสำหรับเรียกคือ ฟีนิกซ์ ปัญหาก็คือ ก่อนดำเนินการ อังกฤษได้ส่งนักธรณีวิทยาเพื่อไปสำรวจชายหาดนอร์มังดี แต่ดันถูกพวกนาซีจับไปเสียก่อน เพื่อพาตัวกลับมา อังกฤษจึงส่งทหารหญิง 5 นาง ปลอมตัวเข้าไปในปารีส แต่ภารกิจต้องพลิกผันเมื่อหนึ่งในนั้นถูกจับได้
สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมหลังจากดูจบ ต้องยอมรับว่ารู้สึกเฉย ๆ คือดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ คือเนื้อเรื่องช่วงแรก ๆ ค่อนข้างน่าเบื่อ จนเริ่มภารกิจนั่นแหละจึงตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย แต่มันก็ประหลาด ๆ คือรู้สึกว่าหนังดีเป็นระยะ ๆ บางตอนก็อืดไป ตอนที่จะให้เศร้าก็ไม่ค่อยอินเท่าไร ตอนกดดันมันก็ไม่ค่อยเครียด อาจเพราะมันได้ระดับที่ให้คนดูอายุ 15 ปีขึ้นไปเลยยังกั๊ก ๆ หลายอย่าง แต่ยอมรับว่าเนื้อเรื่องน่าสนใจ เพราะนอกจากเรื่องจารชนหญิงแล้ว ยังมีเรื่องของการเลือกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวม แล้วก็มีโรแมนติกบ้างเล็กน้อย
สรุปแล้วดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้นะ ถ้าไปดูก็ได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เพิ่มอีกหน่อย
ฉายวันนี้ที่ ลิโด้ 3
สมการเย็น
July 6, 2008วันนี้ไปดูละครมา เรื่อง สมการเย็น โดยกลุ่มหน้ากากเปลือย (naked masks) ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ
บทละครนั้นดัดแปลงมาจากหนังสือ The Cold Equations ของ Tom Godwin
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ในเที่ยวบินฉุกเฉินของยานสตาร์ดัสท์ มีเด็กสาวคนหนึ่งแอบขึ้นยานไปด้วย โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นความผิดร้ายแรงมาก
ไม่รู้ว่าเพราะตอนนั้นมันง่วงหรือเปล่าเลยไม่ค่อยอินกับละครเท่าไร แต่ประทับใจกับละครนะ ฉาก แสง เสียง การแสดง สมบูรณ์ในตัวเองดีมาก น้องผู้หญิงที่ชื่อวีณเล่นดีจัง มีที่ติอยู่หน่อยคือบทพูด มันแข็ง ๆ นะ แบบถอดมาจากภาษาอังกฤษเป๊ะ ๆ เลย ถ้าเอามาเขียนใหม่ในภาษาตัวเองน่าจะได้อารมณ์กว่านี้
แพคเกจเร่งรัดความสามัคคี (ระดับอุดมศึกษา)
June 28, 2008
- ฝึกกอดคอกัน โยกหัว ตะโกนเพลงที่มีชื่อกลุ่ม คณะ หรือ สถาบัน เป็นส่วนประกอบหลัก
- แต่งตัวคล้าย ๆ กัน หรือมีสัญลักษณ์ร่วมกัน ใครไม่ทำก็เขม่นมันสักหน่อย
- ร่วมกลุ่มกัน แล้วหาคนมายืนด่า ถ้าให้เขาทำเป็นงอน แล้วช่วยกันง้อ จะสามัคคีกันเร็วขึ้นถึง 48.37%
- ถ้ามีพิธีอะไรที่มันดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นไสยศาสตร์ จะยิ่งสามัคคีกันเร็วขึ้นไปอีกถึง 72.64% ทีเดียว
ลองดูสิเออ! รับประกันผลภายใน 30 วัน
ลืมเรื่องการพูดคุย การทำความรู้จัก ความคิด อุดมการณ์ รสนิยม ความถนัด หรือความสนใจที่ตรงกันไปได้เลย นั่นมันช้าเกินไป ไม่ทันใจ “รุ่นพี่” (ที่เคยบอกว่าจะ “รับเพื่อนใหม่”)
ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑
June 24, 2008ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑
ราษฎรทั้งหลาย
เมื่อกษัตริย์องค์ นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่ แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่ รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิด ว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎร ทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้ สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
Pecha Kucha Night Bangkok @TCDC ตอน 2
June 6, 2008กลับมาต่อกับผู้นำเสนองานที่เหลือสำหรับงาน Pecha Kucha Bangkok #4 @TCDC
11. พลอย มัลลิกะมาส – Pantone กรุงเทพ
อย่าหาว่าไม่รักบ้านเกิดนะ คือผมชอบเดินในกรุงเทพฯครับ ชอบคนเยอะ ๆ คือมันเพลินดีเวลาดูคนใช้ชีวิต บางทีมันโคตรจะแตกต่างกันเลยในฉากเดียวกัน คือถ้าเป็นต่างจังหวัด สิ่งแวดล้อมมันยังดูเป็นโทนเดียวกัน แต่ในกรุงเทพฯนี่มันหลากหลายดีมากเลย คุณพลอยก็ชอบเดินเที่ยวกรุงเทพฯ ครับ โดยเฉพาะแถบเมืองเก่า เธอคิดว่าแต่ละบริเวณของกรุงเทพฯเนี่ยมีสีสันแตกต่างกัน เธอจึงสื่อออกมาด้วยภาพ วิธีที่ใช้คือตัดแปะ (collage) โดยมีรูปแมวเป็นตัวละครหลัก เหตุผลคือแมวมันสายตาดีหรืออย่างไรจำไม่ได้ เนื่องจากไม่มีรูปให้ดูก็อยากให้ลองคิดตามว่าคุณเห็นเหมือนคุณพลอยหรือเปล่า เช่น พาหุรัดนี่หลากสี วังหลังเป็น earth tone เทเวศร์เป็นสีเขียว สีธรรมชาติ แพร่งภูธรเป็นสีตุ่น ๆ
12. ปฐวี วิรานุวัตร – First Impression, Last Obsession
อันนี้ได้อารมณ์มาก การนำเสนอของคุณปฐวีเป็นสิ่งที่ใครหลายคน(รวมถึงผม)คงจะเคยแอบนั่งคิดคนเดียวบ่อย ๆ
คุณปฐวีเอารูปถ่ายเพื่อน ๆ ของเขามาแสดงให้ดู ความพิเศษของมันก็คือคนในแต่ละรูปนั้น เขาเคยมีความใกล้ชิด แต่ก็มีเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ต้องจากกัน และเขาก็ติดต่อไม่ได้ และไม่ทราบว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า คนในรูปส่วนมากเป็นเพื่อน บางคนก็เป็นพี่น้อง อาจารย์ มีผู้หญิงที่ผมเข้าใจว่าเป็นแฟนเก่า (คุณปฐวีบอกว่าตอนนี้เธอมีลูกแล้ว) ดูแล้วก็นั่งคิดถึงเพื่อนสมัยประถม ที่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็มักจะรวมตัวกันตอนปิดเทอมหน้าร้อน แต่ผมเองไม่เคยไปร่วมงานสักที เพื่อนผมบางคนมีลูกแล้วด้วย ก็แล้วแต่วิถีชีวิตของแต่ละคน คิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมต้นด้วย คิดถึงเพื่อนที่ตายไปแล้ว คุณมีเพื่อนที่ตายจากกันไปแล้วบ้างหรือเปล่า มันเป็นความรู้สึกเศร้าที่ประหลาดดี คนรู้จักที่วัยใกล้ ๆ กันตายนี่มันไม่เหมือนกับคนสูงอายุตายแฮะ
13. รุจิรา ส่วงสิทธิโชติ – การหยดเทียนลงน้ำจะปรากฏเป็นตัวเลขทุกครั้งไปจริงหรือ…
มันเป็นการทดลองของคุณรุจิรา เธอลองกับตัวแปรต่าง ๆ มากมาย ทั้งจำนวนเทียน เวลาที่รอ สีของเทียน หรือแม้แต่ลองสวดระหว่างหยด! ผลที่ได้ก็มีความหลากหลายมาก บ้างก็คล้ายตัวเลข บ้างก็คล้ายตัวอักษร
หยดแล้วไม่หยดเปล่า เธอนำภาพที่ถ่ายมาทำเป็นลวดลาย แล้วเก็บในหนังสือ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลหนังสือไว้แฮะ
14. บูรพา พรมมูลและ สุชน พงษ์โสภิตศิลป – Cheongna City Tower@Incheon , Korea (International idea Competition) Award: 3rd Prize Winner
สองท่านนี้เป็นคนไทยที่สร้างชื่อเสียงในการคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (ที่ 3 นั่นเอง) ในการประกวดการออกแบบตึกของประเทศเกาหลีใต้ ความคิดของพวกเขาคืออยากให้ตึกนี้มองดูไม่เหมือนเดิมในทุกมุม จึงเริ่มจากนำสามเหลี่ยมมาบิด แล้วมาประกอบกันเป็นตึก แล้วนำดอก Mugunghwa (ดอกไม้ประจำชาติเกาหลีใต้) มาทำเป็นลายสกรีนปิดกันแดดในตึก
15. ทวีศักดิ์ ศรีทองดี – 90 ช่วงสุดท้ายแห่งเวลา..ก่อนการเดินทางกลับบ้าน
การนำเสนอของคุณทวีศักดิ์เป็นการเล่าเรื่องประกอบภาพ ไม่ใช่ภาพถ่ายธรรมดา แต่เป็นภาพถ่ายที่เขานำไปตกแต่ง ทั้งด้วยคอมพิวเตอร์และด้วยภาพวาดของเขาเอง
มาถึงวันนี้ก็จำเนื้อเรื่องได้เพียงเลือนลางเสียแล้ว คุ้น ๆ ว่าตัวเอกของเรื่องฝันเห็นเลข 90 แล้วก็ตื่นมานั่งหิว คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มีฉากที่นั่งบนพรมแล้วบินไปทะเล? มีฉากเผลอเหยียบเท้าที่มีหกนิ้วของสาวคนหนึ่งแล้ววิ่งหนีลงทะเล?? จำได้ว่าตอนจบนั้นตัวเอกเพิ่งเข้าใจว่า ไอ้ 90 นั้นแท้จริงคือคำว่า go คือให้ชีวิตมันได้ก้าวต่อไปข้างหน้าเสียที
16. ปรารถนา จริยวิลาศกุล – Let them see love เมื่อคนตาบอดมองเห็นความรัก
เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา บริเวณห้างลิโด้มีการจัดแสดงผลงานการปั้นที่บ้างก็เป็นรูปจระเข้ รูปตุ๊กตาควาย รูปเหมือนคนที่บิดเบี้ยวบ้าง ดูไม่สวยเหมือนงานที่จัดแสดงตามที่ต่าง ๆ แต่ความพิเศษคือ คนที่ปั้นงานเหล่านั้น เขามองไม่เห็นเหมือนพวกเรา
เมื่อเริ่มการนำเสนอ คุณบี๋ ปรารถนา ได้ให้ผู้ชมทุกคนหลับตา นึกถึงคน/สิ่งที่ตนรักที่สุด พอลืมตา เธอถามว่าคนตาบอดมีโอกาสนึกภาพอย่างนั้นออกหรือเปล่า โหยมันจี๊ดใจ งาน Let Them See Love ถูกจัดขึ้นเพื่อรณรงค์การบริจาคอวัยวะ โดยเฉพาะดวงตา เพื่อให้คนตาบอดได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง
ผลงานชิ้นต่าง ๆ ดูเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ลองฟัง(อ่าน)เบื้องหลังของบางงานนะครับ
“…คุณนก พยายามปั้นใบหน้าของน้องเนย ลูกสาวสุดที่รัก เป็นใบหน้าที่เธอลูบคลำด้วยความรักทุก ๆ คืน…”
“…เมื่อให้เริ่มปั้น คู่แฝด น้องแท็กและน้องทีม ก็ปั้นสัตว์และของเล่นมากมายหลายชิ้น เมื่อถาม พวกเขาก็บอกว่าปั้นเยอะเพราะสิ่งที่อยากมองเห็นมีจำนวนมากเหลือเกิน…”
ลองอ่านเพิ่มได้ที่นี่ครับ http://www.kosanathai.com/event/view.asp?GID=11&ID=140
17. พชร ไชยเรื่องกิตติ – เก็บเหน่อ
สำเนียงสุพรรณ เป็นสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ ในอดีตเป็นสำเนียงในรั้วในวัง คุณพชรคิดวิธีที่จะเก็บรักษาสำเนียงเหน่อ (เหน้อ) นี้ไว้ด้วยการเขียน เขาจึงแยกแต่ละพยางค์ในสำเนียงออกเป็นสองเสียงติดกัน เช่น หมา ในสำเนียงเหน่อแยกเป็น ม้า-อ๋า
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเขียนแยกเสียง เขาจึงสร้างวรรณยุกต์ใหม่เพิ่มขึ้นมา เพื่อบอกว่าเป็นสองเสียง มีหน้าตาคล้ายวรรณยุกต์เดิม เช่นอย่างคำว่าหมาเมื่อสักครู่ ก็มีวรรณยุกต์ที่หน้าตาเหมือนไม้โท แล้วมีขีดตัดลงมาเหมือนไม้จัตวาติดอยู่ที่หาง อะไรทำนองนี้
18. ญารินดา บุนนาค และ วิล ภเธรา – ”And, and, and” A concept narrative of three recent architectural works
คุณณารินดากับเพื่อนมานำเสนอการออกแบบบางอย่างที่เคยทำจริงมา เช่น การนำไม้อัดมาซ้อน ๆ กันแบบ เส้นชันความสูง (contour) จนเป็นห้อง ๆ หนึ่ง การทำให้การตกแต่งภายในสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดโดยการปักหมุดเหล็กเป็นตาราง (grid) ไว้บนฝาผนัง จากนั้นทำกล่องขนาดต่าง ๆ กัน (ให้มีความกว้างยาวเป็น 1 เท่า หรือหลายเท่าของระยะห่างระหว่างหมุดเหล็ก) เพื่อที่จะสามารถนำมาแขวนบนตารางหมุด และวางของได้ด้วย (เธอบอกว่าเพื่อนเธอที่เป็นเจ้าของร้านที่ตกแต่งอย่างนี้ ชอบความคิดนี้มากและเปลี่ยนการตกแต่งของร้านทุก ๆ 3 วัน) หรือการออกแบบบ้านในบริเวณที่มีหินก้อนโตอยู่จำนวนมาก ก็สร้างให้บ้านล้อมหิน เหมือนจับหินเป็นตัวประกัน กลายเป็นเครื่องตกแต่งอย่างหนึ่งไปเลย
19. ศุภฤกษ์ หวังศิลปคุณ – ก่อนจะมาเป็นงาน…
คุณศุภฤกษ์เป็นคนทำโฆษณา เขามาเล่าถึงการทำโฆษณาของเขา ที่ไม่เหมือนกับคนทำโฆษณาอื่น ๆ คือเขา “ลอง” เป็นลูกค้าเองทุกครั้ง เช่น โฆษณาการชนไก่ เขาก็ซื้อไก่ชนมาเลี้ยงหลายตัว (จำตัวอย่างอื่นไม่ได้เสียแล้ว น่าเสียดายจังแฮะ) เหมือนกับหลักการ eat your own dogfood หรือเปล่าหว่า
20. พันธ์ศิริ สิริเวชชะพันธ์ – Beautiful place to get lost
เอ่อ ผมจำการนำเสนอของท่านนี้ไม่ได้แล้ว ใครก็ได้ช่วยเล่าหน่อยครับ
จบทั้ง 20 ท่านไปด้วยความแน่น คือรู้สึกว่าได้รับข้อมูลเข้าไปเยอะมาก ๆ จนต้องนั่งเฉย ๆ สักพักเลยทีเดียว นี่ถ้าไม่จดลงกระดาษมาต้องลืมเยอะแน่ ๆ
หลังจากจบการนำเสนอก็ไปเดินดูในห้องสมุด TCDC (วันนั้นคนที่มางานเข้าฟรี) เข้าไปแล้วแบบว่า “โอ้บร๊ะเจ้า” มันเจ๋งมาก ๆ ทั้งหนังสือ ชั้นหนังสือ การตกแต่ง อุปกรณ์ สาว ๆ (เอ้อ อย่างหลังไม่ค่อยเกี่ยว) น่าจะเป็นสวรรค์ของเหล่านักออกแบบ (Julie บอกว่า “I wanna be in here forever”) ดีใจที่ประเทศไทยมีสถานที่แบบนี้ ไว้มีงานจะไปอีก
อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=1385
Posted by tewson 
Posted by tewson
Posted by tewson 

