แพคเกจเร่งรัดความสามัคคี (ระดับอุดมศึกษา)

June 28, 2008

  • ฝึกกอดคอกัน โยกหัว ตะโกนเพลงที่มีชื่อกลุ่ม คณะ หรือ สถาบัน เป็นส่วนประกอบหลัก
  • แต่งตัวคล้าย ๆ กัน หรือมีสัญลักษณ์ร่วมกัน ใครไม่ทำก็เขม่นมันสักหน่อย
  • ร่วมกลุ่มกัน แล้วหาคนมายืนด่า ถ้าให้เขาทำเป็นงอน แล้วช่วยกันง้อ จะสามัคคีกันเร็วขึ้นถึง 48.37%
  • ถ้ามีพิธีอะไรที่มันดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นไสยศาสตร์ จะยิ่งสามัคคีกันเร็วขึ้นไปอีกถึง 72.64% ทีเดียว

ลองดูสิเออ! รับประกันผลภายใน 30 วัน


ลืมเรื่องการพูดคุย การทำความรู้จัก ความคิด อุดมการณ์ รสนิยม ความถนัด หรือความสนใจที่ตรงกันไปได้เลย นั่นมันช้าเกินไป ไม่ทันใจ “รุ่นพี่” (ที่เคยบอกว่าจะ “รับเพื่อนใหม่”)


ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

June 24, 2008

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์ นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่ แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่ รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิด ว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎร ทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้ สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕


Funeral For A Friend’s Latest MV : Waterfront Danceclub

June 9, 2008

AWESOME!


Pecha Kucha Night Bangkok @TCDC ตอน 2

June 6, 2008

กลับมาต่อกับผู้นำเสนองานที่เหลือสำหรับงาน Pecha Kucha Bangkok #4 @TCDC

11. พลอย มัลลิกะมาส - Pantone กรุงเทพ

อย่าหาว่าไม่รักบ้านเกิดนะ คือผมชอบเดินในกรุงเทพฯครับ ชอบคนเยอะ ๆ คือมันเพลินดีเวลาดูคนใช้ชีวิต บางทีมันโคตรจะแตกต่างกันเลยในฉากเดียวกัน คือถ้าเป็นต่างจังหวัด สิ่งแวดล้อมมันยังดูเป็นโทนเดียวกัน แต่ในกรุงเทพฯนี่มันหลากหลายดีมากเลย คุณพลอยก็ชอบเดินเที่ยวกรุงเทพฯ ครับ โดยเฉพาะแถบเมืองเก่า เธอคิดว่าแต่ละบริเวณของกรุงเทพฯเนี่ยมีสีสันแตกต่างกัน เธอจึงสื่อออกมาด้วยภาพ วิธีที่ใช้คือตัดแปะ (collage) โดยมีรูปแมวเป็นตัวละครหลัก เหตุผลคือแมวมันสายตาดีหรืออย่างไรจำไม่ได้ เนื่องจากไม่มีรูปให้ดูก็อยากให้ลองคิดตามว่าคุณเห็นเหมือนคุณพลอยหรือเปล่า เช่น พาหุรัดนี่หลากสี วังหลังเป็น earth tone  เทเวศร์เป็นสีเขียว สีธรรมชาติ แพร่งภูธรเป็นสีตุ่น ๆ

12. ปฐวี วิรานุวัตร - First Impression, Last Obsession

อันนี้ได้อารมณ์มาก การนำเสนอของคุณปฐวีเป็นสิ่งที่ใครหลายคน(รวมถึงผม)คงจะเคยแอบนั่งคิดคนเดียวบ่อย ๆ

คุณปฐวีเอารูปถ่ายเพื่อน ๆ ของเขามาแสดงให้ดู ความพิเศษของมันก็คือคนในแต่ละรูปนั้น เขาเคยมีความใกล้ชิด แต่ก็มีเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ต้องจากกัน และเขาก็ติดต่อไม่ได้ และไม่ทราบว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า คนในรูปส่วนมากเป็นเพื่อน บางคนก็เป็นพี่น้อง อาจารย์ มีผู้หญิงที่ผมเข้าใจว่าเป็นแฟนเก่า (คุณปฐวีบอกว่าตอนนี้เธอมีลูกแล้ว) ดูแล้วก็นั่งคิดถึงเพื่อนสมัยประถม ที่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็มักจะรวมตัวกันตอนปิดเทอมหน้าร้อน แต่ผมเองไม่เคยไปร่วมงานสักที เพื่อนผมบางคนมีลูกแล้วด้วย ก็แล้วแต่วิถีชีวิตของแต่ละคน คิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมต้นด้วย คิดถึงเพื่อนที่ตายไปแล้ว คุณมีเพื่อนที่ตายจากกันไปแล้วบ้างหรือเปล่า มันเป็นความรู้สึกเศร้าที่ประหลาดดี คนรู้จักที่วัยใกล้ ๆ กันตายนี่มันไม่เหมือนกับคนสูงอายุตายแฮะ

13. รุจิรา ส่วงสิทธิโชติ - การหยดเทียนลงน้ำจะปรากฏเป็นตัวเลขทุกครั้งไปจริงหรือ…

มันเป็นการทดลองของคุณรุจิรา เธอลองกับตัวแปรต่าง ๆ มากมาย ทั้งจำนวนเทียน เวลาที่รอ สีของเทียน หรือแม้แต่ลองสวดระหว่างหยด! ผลที่ได้ก็มีความหลากหลายมาก บ้างก็คล้ายตัวเลข บ้างก็คล้ายตัวอักษร

หยดแล้วไม่หยดเปล่า เธอนำภาพที่ถ่ายมาทำเป็นลวดลาย แล้วเก็บในหนังสือ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลหนังสือไว้แฮะ

14. บูรพา พรมมูลและ สุชน พงษ์โสภิตศิลป - Cheongna City Tower@Incheon , Korea (International idea Competition) Award: 3rd Prize Winner


สองท่านนี้เป็นคนไทยที่สร้างชื่อเสียงในการคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (ที่ 3 นั่นเอง) ในการประกวดการออกแบบตึกของประเทศเกาหลีใต้ ความคิดของพวกเขาคืออยากให้ตึกนี้มองดูไม่เหมือนเดิมในทุกมุม จึงเริ่มจากนำสามเหลี่ยมมาบิด แล้วมาประกอบกันเป็นตึก แล้วนำดอก Mugunghwa (ดอกไม้ประจำชาติเกาหลีใต้) มาทำเป็นลายสกรีนปิดกันแดดในตึก

15. ทวีศักดิ์ ศรีทองดี - 90 ช่วงสุดท้ายแห่งเวลา..ก่อนการเดินทางกลับบ้าน

การนำเสนอของคุณทวีศักดิ์เป็นการเล่าเรื่องประกอบภาพ ไม่ใช่ภาพถ่ายธรรมดา แต่เป็นภาพถ่ายที่เขานำไปตกแต่ง ทั้งด้วยคอมพิวเตอร์และด้วยภาพวาดของเขาเอง

มาถึงวันนี้ก็จำเนื้อเรื่องได้เพียงเลือนลางเสียแล้ว คุ้น ๆ ว่าตัวเอกของเรื่องฝันเห็นเลข 90 แล้วก็ตื่นมานั่งหิว คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มีฉากที่นั่งบนพรมแล้วบินไปทะเล? มีฉากเผลอเหยียบเท้าที่มีหกนิ้วของสาวคนหนึ่งแล้ววิ่งหนีลงทะเล?? จำได้ว่าตอนจบนั้นตัวเอกเพิ่งเข้าใจว่า ไอ้ 90 นั้นแท้จริงคือคำว่า go คือให้ชีวิตมันได้ก้าวต่อไปข้างหน้าเสียที

16. ปรารถนา จริยวิลาศกุล - Let them see love เมื่อคนตาบอดมองเห็นความรัก

เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา บริเวณห้างลิโด้มีการจัดแสดงผลงานการปั้นที่บ้างก็เป็นรูปจระเข้ รูปตุ๊กตาควาย รูปเหมือนคนที่บิดเบี้ยวบ้าง ดูไม่สวยเหมือนงานที่จัดแสดงตามที่ต่าง ๆ แต่ความพิเศษคือ คนที่ปั้นงานเหล่านั้น เขามองไม่เห็นเหมือนพวกเรา

เมื่อเริ่มการนำเสนอ คุณบี๋ ปรารถนา ได้ให้ผู้ชมทุกคนหลับตา นึกถึงคน/สิ่งที่ตนรักที่สุด พอลืมตา เธอถามว่าคนตาบอดมีโอกาสนึกภาพอย่างนั้นออกหรือเปล่า โหยมันจี๊ดใจ งาน Let Them See Love ถูกจัดขึ้นเพื่อรณรงค์การบริจาคอวัยวะ โดยเฉพาะดวงตา เพื่อให้คนตาบอดได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง

ผลงานชิ้นต่าง ๆ ดูเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ลองฟัง(อ่าน)เบื้องหลังของบางงานนะครับ

“…คุณนก พยายามปั้นใบหน้าของน้องเนย ลูกสาวสุดที่รัก เป็นใบหน้าที่เธอลูบคลำด้วยความรักทุก ๆ คืน…”

“…เมื่อให้เริ่มปั้น คู่แฝด น้องแท็กและน้องทีม ก็ปั้นสัตว์และของเล่นมากมายหลายชิ้น เมื่อถาม พวกเขาก็บอกว่าปั้นเยอะเพราะสิ่งที่อยากมองเห็นมีจำนวนมากเหลือเกิน…”

ลองอ่านเพิ่มได้ที่นี่ครับ http://www.kosanathai.com/event/view.asp?GID=11&ID=140

17. พชร ไชยเรื่องกิตติ - เก็บเหน่อ

สำเนียงสุพรรณ เป็นสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ ในอดีตเป็นสำเนียงในรั้วในวัง คุณพชรคิดวิธีที่จะเก็บรักษาสำเนียงเหน่อ (เหน้อ) นี้ไว้ด้วยการเขียน เขาจึงแยกแต่ละพยางค์ในสำเนียงออกเป็นสองเสียงติดกัน เช่น หมา ในสำเนียงเหน่อแยกเป็น ม้า-อ๋า

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเขียนแยกเสียง เขาจึงสร้างวรรณยุกต์ใหม่เพิ่มขึ้นมา เพื่อบอกว่าเป็นสองเสียง มีหน้าตาคล้ายวรรณยุกต์เดิม เช่นอย่างคำว่าหมาเมื่อสักครู่ ก็มีวรรณยุกต์ที่หน้าตาเหมือนไม้โท แล้วมีขีดตัดลงมาเหมือนไม้จัตวาติดอยู่ที่หาง อะไรทำนองนี้

18. ญารินดา บุนนาค และ วิล ภเธรา - ”And, and, and” A concept narrative of three recent architectural works

คุณณารินดากับเพื่อนมานำเสนอการออกแบบบางอย่างที่เคยทำจริงมา เช่น การนำไม้อัดมาซ้อน ๆ กันแบบ เส้นชันความสูง (contour) จนเป็นห้อง ๆ หนึ่ง การทำให้การตกแต่งภายในสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดโดยการปักหมุดเหล็กเป็นตาราง (grid) ไว้บนฝาผนัง จากนั้นทำกล่องขนาดต่าง ๆ กัน (ให้มีความกว้างยาวเป็น 1 เท่า หรือหลายเท่าของระยะห่างระหว่างหมุดเหล็ก) เพื่อที่จะสามารถนำมาแขวนบนตารางหมุด และวางของได้ด้วย (เธอบอกว่าเพื่อนเธอที่เป็นเจ้าของร้านที่ตกแต่งอย่างนี้ ชอบความคิดนี้มากและเปลี่ยนการตกแต่งของร้านทุก ๆ 3 วัน) หรือการออกแบบบ้านในบริเวณที่มีหินก้อนโตอยู่จำนวนมาก ก็สร้างให้บ้านล้อมหิน เหมือนจับหินเป็นตัวประกัน กลายเป็นเครื่องตกแต่งอย่างหนึ่งไปเลย

19. ศุภฤกษ์ หวังศิลปคุณ - ก่อนจะมาเป็นงาน…

คุณศุภฤกษ์เป็นคนทำโฆษณา เขามาเล่าถึงการทำโฆษณาของเขา ที่ไม่เหมือนกับคนทำโฆษณาอื่น ๆ คือเขา “ลอง” เป็นลูกค้าเองทุกครั้ง เช่น โฆษณาการชนไก่ เขาก็ซื้อไก่ชนมาเลี้ยงหลายตัว (จำตัวอย่างอื่นไม่ได้เสียแล้ว น่าเสียดายจังแฮะ) เหมือนกับหลักการ eat your own dogfood หรือเปล่าหว่า

20. พันธ์ศิริ สิริเวชชะพันธ์ - Beautiful place to get lost

เอ่อ ผมจำการนำเสนอของท่านนี้ไม่ได้แล้ว ใครก็ได้ช่วยเล่าหน่อยครับ

จบทั้ง 20 ท่านไปด้วยความแน่น คือรู้สึกว่าได้รับข้อมูลเข้าไปเยอะมาก ๆ จนต้องนั่งเฉย ๆ สักพักเลยทีเดียว นี่ถ้าไม่จดลงกระดาษมาต้องลืมเยอะแน่ ๆ

หลังจากจบการนำเสนอก็ไปเดินดูในห้องสมุด TCDC (วันนั้นคนที่มางานเข้าฟรี) เข้าไปแล้วแบบว่า “โอ้บร๊ะเจ้า” มันเจ๋งมาก ๆ ทั้งหนังสือ ชั้นหนังสือ การตกแต่ง อุปกรณ์ สาว ๆ (เอ้อ อย่างหลังไม่ค่อยเกี่ยว) น่าจะเป็นสวรรค์ของเหล่านักออกแบบ (Julie บอกว่า “I wanna be in here forever”) ดีใจที่ประเทศไทยมีสถานที่แบบนี้ ไว้มีงานจะไปอีก

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=1385


Pecha Kucha Night Bangkok @TCDC

June 3, 2008

ก่อนอื่นนะ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Pecha Kucha กรุณาไปอ่านนี่ก่อน

Pecha Kucha คืออะไร

พออ่านแล้วก็คงพบความน่าสนใจของมัน

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันเสาร์ (31 พ.ค.) ได้ไปชมงาน Pecha Kucha นี่ล่ะ ที่ TCDC ชั้น 6 ห้าง Emporium งานนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้ว แต่ผมเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก ทั้งงานนี้และ TCDC

ไม่พูดพล่ามทำเพลง เรามาดูงานที่แต่ละคนนำมาเสนอกันเลย

1. มาโนช พุฒตาล - อยุธยา (บรรเลงดนตรี)

คงจะรู้จักกันดีกับคุณมาโนช ซึ่งถิ่นเกิดเขาคืออยุธยา คุณมาโนชมาเล่นกีต้าร์ร้องเพลงและเล่าเรื่อง โดยใจความพูดถึงว่าอยุธยาในวัยเด็กที่เขาเคยรู้จัก กับอยุธยาในปัจจุบันนั้น ต่างกันอย่างไร ฟังดูก็เหมือนจะไม่ใช่แค่อยุธยาแต่มองเป็นประเทศไทยได้เลย แยกออกเป็นหลายประเด็นมาก ตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ริมแม่น้ำสมัยก่อน ที่อุดมไปด้วยกุ้งหอยปูปลา ความสนิทสนมของคนจากหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ความสงบเงียบของเมือง ความสวยงามของโบราณสถาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เปลี่ยนไป หมดแล้วในปัจจุบัน บ้านก็หันเข้าถนน น้ำก็มีเจ้าของ (เขื่อน ฝาย) ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างเชื้อชาติศาสนา อันธพาลที่มากับถนนและจักรยานยนต์ วัดต่าง ๆ มีการโฆษณาเครื่องรางของขลัง

ความประทับใจคือการที่นำเรื่องเหล่านี้มาเล่า สลับกับการร้องเพลงและเล่นกีต้าร์โปร่ง (ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน) มันทำให้การเล่าเรื่องมีพลังและน่าสนใจมาก เรียกได้ว่าทุกคนเงียบกริบ แน่นอนว่าเพลงก็เพราะมาก คือไม่ได้เพราะแบบเพลงตลาด ๆ แต่มันมีทำนองที่เปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เหงา ๆ เศร้า ไปจนสับสน จนเกี้ยวกราด แล้วก็กลับมาสับสน แล้วก็ผ่อนอารมณ์ลงตอนท้าย

สุดยอดจริง ๆ การนำเสนอของคุณมาโนชเป็นอันดับ 1 (สำหรับผม) ในคืนนี้

2. วธู หงศ์ลดารมภ์ - A dark comic book portraying the life of a homosexual living in the 1950s. : Title ‘The End of a perfect life’

คุณวธูเป็นผู้หญิงสาวหมวย (น่ารักอะ) ทำงานเป็นผู้กำกับศิลป์ (Art Director) ของบริษัทอะไรไม่ทราบ ไม่ได้จดมา งานที่นำเสนอเป็นหนังสือการ์ตูน ไม่สิ ต้องเรียกว่านิยายภาพ ที่สะท้อนชีวิตของชายรักร่วมเพศในช่วงปี 50’s ที่สังคมยังไม่ยอมรับ จุดเด่นของงานนอกจากเนื้อหา และความสวยงามของภาพแล้ว คือหนังสือนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเปิดอ่านจากด้านหน้า อีกส่วนเปิดอ่านจากด้านหลัง แล้วมาจบที่เดียวกันกลางเล่ม เท่มาก ๆ

3. ธนากร กมลเปรมปิยะกุล - 2012 : the end of the world

คุณธนากรเป็นคุณพ่อลูกอ่อน หิ้วลูกสาวขึ้นมาพูดบนเวทีด้วย ดูท่าทางสบาย ๆ แต่หัวข้อนี่ไม่ใช่เล่นเลย เขาอ้างอิงจากงานวิจัยที่สรุปประวัติศาสตร์ว่ามนุษยชาติกำลังพัฒนาไปด้วยความเร่ง กล่าวคือเราใช้เวลา 100,000 ปีจากใช้เครื่องมือหินมาใช้ iphone ซึ่ง iphone ก็สามารถเก็บข้อมูลของวิทยาการเมื่อ 100,000 ปีก่อนได้ และการเปลี่ยนยุคแต่ละยุคนั้นใช้เวลาน้อยลงเรื่อย ๆ (จำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้ - ตัวอย่างที่สำคัญคืออินเตอร์เนตที่ย่อโลกลงเหลือนิดเดียวเพิ่งถูกประดิษฐ์มาได้ 10 กว่าปี) คุณธนากรอ้างอิงคำพูดจากนักวิทยาศาสตร์ (จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว) ว่าถ้าเรายังพัฒนาไปด้วยความเร่งอย่างนี้ อีกไม่นานก็จะถึงช่วงเวลาที่เรียกว่า “timewave zero” ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการพัฒนา (เขาใช้คำว่า singularity) แล้วจากนั้นก็จะขยายออกเป็นยุคใหม่ที่ยากจะจินตนาการ ซึ่งไอ้จุด timewave zero นี่มันถูกคำนวณออกมาเป็นปี ค.ศ. 2012 ซึ่งดันไปตรงกับปฏิทินของชาวมายัน (ชาวพื้นเมืองในอเมริกาใต้) ที่ว่าวันสิ้นโลกอยู่ในปี 2012 พอดี กลายเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์

ทีนี้ปัญหาคือหลังจากปี 2012 ล่ะ มันจะเป็นยุคของอะไร (จบยุคข้อมูลข่าวสาร) คุณธนากรบอกว่ามันน่าจะเป็นยุคของ จิตวิญญาณ (spiritual age) เนื่องจากเขาสังเกตว่ามนุษย์เริ่มการพัฒนาด้านจิตวิญญาณมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เป็นคำสอนต่าง ๆ ถูกเผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง (ในยุคของข้อมูลข่าวสาร) คุณธนากรบอกอีกว่า ตั้งแต่ปีนี้ (200 8) มนุษยชาติจะต้องเข้าใจ ความจริงแท้ (the ultimate truth) นั่นคือคุณค่าและจุดหมายที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ว่าศาสนาใดคำสอนใดก็กล่าวไว้เหมือนกัน เพื่อเตรียมพร้อมเปลี่ยนสู่ยุคแห่งจิตวิญญาณหลังปี 2012

ฟังแล้วก็น่าคิดว่าจะเป็นไปอย่างที่คุณธนากรเดาไว้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันผมว่าก็มีสัญญาณจากโลกมากนะที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการทดลองครั้งสำคัญ (ผมกำลังนึกถึง “อนุภาคพระเจ้า” - Higgs boson) หรือความสูญเสียจากภัยพิบัติ ก็ต้องรอดูและเตรียมตัวต้อนรับมัน ไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายก็ตาม (อีก 4 ปีเองนะ)

4. บุญชัย อภินทนาพงศ์ -วิธีที่ผมใช้ลองหาแนวคิด…เมื่อหัวสมองตัน…หาคำมา…แล้วลองคิดตามคำ… อย่างรวดเร็ว…ครั้งนี้เลยลองเอาหนังสือเก่าที่…ให้แรงบันดาลใจในช่วงชีวิตมาลองเขียนภาพประกอบดู เลือกมาสิบเล่ม ประหลาดดีเหมือนกัน

ชื่อหัวข้อยาว ๆ นี้มากับความคิดเจ๋ง ๆ ของคุณบุญชัย คือการเลือกหนังสือที่เขาเคยอ่านในวัยหนุ่ม (ตอนนี้ไม่หนุ่มแล้ว?) มา 10 เล่ม แต่ละเล่มก็เปิดไปที่หน้า 20 แล้วเอาคำที่ 20 มาเป็นหัวข้อในการเขียนภาพ

ใช่แล้วครับ ก็จะได้ภาพมา 10 ภาพ มีคำมากมายเช่นร้านซักรีด โคลงไปมา ความสับสน (ภาพความสับสนนี่คุณบุญชัยวาดเป็นผู้หญิงที่มาดวงตาทั่วตัว) หรือแม้แต่คำว่า กากา (?)

อยากเอารูปมาลงให้ดูเพราะแต่ละรูปมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดี แต่ขอหาก่อน

5. สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ - หนังสั้นเกี่ยวกับ Paul Smith

คุณสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ คนนี้เป็นคนดังครับ ในฐานะครีเอทีฟอันดับ 1 ของเอเชีย (จากนิตยสาร Campaign Brief ของออสเตรเลีย ปี 2542) ถ้าเห็นหน้าคงร้องอ๋อ เขาเป็นคนทำโฆษณามากมาย เช่น “ไอ้ฤทธิ์ กินแบล็ค” “บอยไม่ดื่ม” “สิงห์คะนองนา” หรือโฆษณาสะดือของกิฟฟารีน

คุณสุทธิศักดิ์มาพร้อมกับหนังสั้นที่เขาทำเพื่องานอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Sir Paul Smith นักออกแบบชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งผลงานของท่านเซ่อร์ที่มีชื่อเสียงอย่างหนึ่งคือแถบหลาย ๆ สี (ลองหาใน google ว่า paul smith stripes ดูละกันนะ)

Sir Paul Smith มีคำกล่าวเด็ดอยู่ประโยคหนึ่ง คือ “You can find inspiration in everything” ซึ่งเป็นหัวข้อของหนังสั้นเรื่องนี้ เรื่องย่อก็เป็นชีวิตของหนุ่มฝรั่ง (หรือลูกครึ่งหว่า) คนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ (คงขาดแรงบันดาลใจ) จนวันหนึ่งเดินเล่นผ่านไปแถวศาลเจ้า เจออาม่า (หรืออาอึ้มหว่า) กำลังเสี่ยงเซียมซี ฝรั่งเลยไปลองบ้าง ปรากฏว่าเหมือนกับที่แทบทุกคนเคยทำตอนเป็นเด็ก คือป้ายเซียมซีมันร่วงพื้นหมด แต่พอก้มไปมองเท่านั้นล่ะ ป้ายเซียมซีที่กองอยู่มันคือแถบของ Sir Paul Smith พอดีเลย

6. ปริญญา ภัทรจำนง - Geometry kingdom project

สำหรับของคุณปริญญาเป็นลักษณะการออกแบบ แต่เท่มากคือออกแบบรูปร่างคล้ายสัตว์ด้วยรูป/ทรงเราขาคณิต โดยอุตส่าห์แยกสัตว์เป็นไฟลั่มต่าง ๆ แล้วแทนโครงสร้างแบบต่าง ๆ ด้วยรหัส เช่น 1 หัวก็ H1

ไม่รู้จะอธิบายยังไง คงต้องดูรูปเอง

7. วรัญญา ตุงคะสมิต - Collage canto

ดูที่นี่เลยครับ http://collagecantoandsoon.blogspot.com/

8. P7 - แนวคิดรูปแบบงานศิลปะแบบ Freestyle Art ของ p7

คุณ P7 เป็นนักเขียนรูป เดิมเขียนแนวเสมือนจริง (realistic) แต่หันมาเขียนแบบตามใจตัวเอง งานแบบตามใจตัวเองของเขาจะไม่ค่อยมีเหตุผล เขาบอกว่าบางทีวาดรูปอยู่ก็เขียนชื่อเพลงที่ฟังอยู่ลงไปเสียอย่างนั้น

หลายรูปของเขาสวยดีอยู่แล้ว แต่เขาต้องการทำลายความเนี้ยบของมัน จึงเติมไอ้โน่นบ้างไอ้นี่บ้าง (มีรูปหนึ่งเป็นมิกกี้เม้าส์ที่ เอ่อ “แข็ง” เต็มที่)

การนำเสนอของเขาก็มีการนำรูปต่าง ๆ ที่เคยวาด ทั้งที่เป็นผลงานแสดงและวาดเล่น ๆ ที่เจ๋งก็คือมีแอบไปวาดบนเศษกระเบื้องริมถนนบ้าง บนผนังของอาคารที่ถูกทุบทิ้งบ้าง (เขาบอกว่าเห็นผนังนั้นปุ๊บก็ข้ามถนนไปซื้อสีสเปรย์ หรือแม้แต่หลังตู้โทรศัพท์มาพ่นทันที 15 นาทีเสร็จ)

9. สันติ ลอรัชวี - Deinstallation in Tokyo

เขาเล่าเรื่องประสบการณ์ที่เคยไปจัดนิทรรศการศิลปะที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดความคิดบางอย่างหลังจากเก็บผลงานต่าง ๆ ออกจากสถานที่ไปแล้ว

เขารู้สึกว่าที่โล่งที่เกิดขึ้นจากการนำงานศิลปะออกไปนั้น มันคือพื้นที่ใหม่ในสถานที่เดิม เป็นการเปิดกว้างทางความคิดที่เกิดจากการถอยออกไปของศิลปะที่เคยรู้จัก เขาแสดงมันออกมาด้วยการนำของธรรมดาทั่วไปบริเวณนั้นมาตั้งเป็นงานแบบ installation แล้วถ่ายภาพเก็บไว้

เขาบอกว่าภาพถ่ายเหล่านั้นอาจจะใช่หรือไม่ใช่งานศิลปะ แต่เขาต้องการให้มันแสดงออกถึงการสร้างผลงานใหม่ ๆ จากการเอาความเคยชินออกไป เรียกว่าแทนที่จะ go outside ก็ go inside ไปเลย

10. จักรกฤษณ์ อนันตกุล - Spookery Atomic Computer

คุณจักรกฤษณ์ตั้งคำถามว่า ทำ music video เนี่ย ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีเงิน จะทำได้หรือไม่ เขาเลยลองเอาของใกล้ตัวมาทำ คือ ลูกตา (ที่เอาไว้มองเห็น ไม่ใช่แม่) ของเขาเอง โดยใช้ web cam ถ่ายกิริยาต่าง ๆ ที่คนจะทำกับตาได้ แล้วนำมาตัดต่อให้เข้ากับจังหวะเพลง

ตอนท้ายเขายังเสนอว่า การตัดทอนรายละเอียดของสารมากเท่าไร มันยิ่งเข้าใจง่ายเท่านั้น เช่นหากใน music video ใช้แต่สีแดงหลาย ๆ แบบ หรือสัญลักษณ์ง่าย ๆ หรือตัวอักษร (เขาเรียกว่า “ความรู้เดิม”) ให้แต่ละแบบแทนเสียงเครื่องต่าง ๆ พอเปิดให้คนดูไปเรื่อย ๆ จนเกิดการเรียนรู้ ถ้าหยุดเพลง แต่ยังเปิด video อยู่ น่าจะเกิดเสียงขึ้นเองในหัว

ยาวจริงแฮะ อีก 10 คนมาต่อคราวหน้า


juno

May 25, 2008

ได้ยินคำร่ำลือมานานมากกับหนังเรื่องนี้ Juno

Juno เป็นเรื่องราวของเด็กสาววัยสิบหกชื่อ จูโน่ ที่บังเอิญ (จริง ๆ ก็ไม่บังเอิญเท่าไรนะ) ท้องกับเพื่อนบื้อ ๆ ชื่อ บลี๊กเกอร์ แน่นอนว่าแม้แต่กับผู้ใหญ่ การมีลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเด็กสาวอย่างจูโน่ จะผ่านเรื่องหนักหนาเหล่านี้ไปได้อย่างไร

ดูจบแล้วต้องบอกว่า หลงรักจูโน่ ครับ ตัวละครจูโน่นี้น่ารักมาก ๆ ทั้งการพูดจา สีหน้า ท่าทาง แก่นแก้วได้ใจจริง ๆ บทสนทนาต่าง ๆ เต็มไปด้วยมุขสุดฮา

นอกจากมุขตลกแสบ ๆ ต่าง ๆ ส่วนที่เป็นสาระของหนังก็ไม่ใช่เบาครับ น้องจูโน่ท้องตั้งแต่อายุแค่ 16 เอาแค่คิดว่าจะบอกพ่อแม่อย่างไรดีก็เครียดแย่แล้ว เห็นว่าจะไทยหรือฝรั่ง เรื่องลูกตัวเองท้องตั้งแต่เด็กมันก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำคัญที่ว่าครอบครัวต้องให้ความห่วงใยกับวัยรุ่นที่พลาดพลั้งไป

ข้างล่างนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องของหนังนะ

.

.

.

.

จากในหนัง จูโน่แข็งแกร่งมาก เธอเลือกที่จะไม่ทำแท้ง (หรือเพราะว่าเด็กมีเล็บ ฮา) แต่เธอก็ยังเป็นแค่เด็ก 16 มีหลายฉากที่แสดงให้เห็นว่าจูโน่ต้องอดทนมากขนาดไหน (อันนี้คิดไปเองว่า) ฉากที่ให้จูโน่เดินฝ่าคนเยอะ ๆ นั่นคือจูโน่พยายามฝ่าปัญหาทั้งหลายออกไป

ไม่หมดเท่านั้น จูโน่ถึงกับร้องไห้เมื่อพบว่า ครอบครัว (สุดเพอร์เฟกต์) ที่จะขอรับลูกเธอไปเลี้ยงนั้น แท้จริงแล้วก็มีปัญหา โดย มาร์ก ผู้เป็นสามี ก็ไม่ได้พร้อมในการเป็นพ่อคนพอ ๆ กับที่จูโน่ไม่พร้อมเป็นแม่คน

.

.

.

.

.

จบการเปิดเผยเนื้อเรื่อง

สรุปคือ ไปดูเถอะ เชื่อเลยว่าหลังจากดูแล้ว เวลาที่เหลือของวันแม่งโคตรสดใสอะ

จูโน่


indiana jones 4 : เก๋า เก๋า

May 23, 2008

กลับมาแล้ว หลังจากผ่านไปเกือบ 20 ปี กับลุงแฮริสัน ฟอร์ด ในมาดอาจารย์โบราณคดีสุดเก๋า เฮนรี่ โจนส์ จูเนียร์ หรือที่เขาชอบเรียกตัวเองตามชื่อหมาว่า อินเดียน่า หรือ อินดี้

หลังจาก หีบศักดิ์สิทธิ์ หินศักดิ์สิทธิ์ และจอกศักดิ์สิทธิ์ คราวนี้ลุง (หรือปู่) อินดี้ของเรา มาตามหา “กะโหลกแก้ว” ครับ

ผมไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อยเพราะอยากให้ไปดูกันเอาเองทุกคน เอาเป็นว่าหายคิดถึงอินดี้แน่นอน หนังยังคงความคลาสสิคในฉากต่าง ๆ ไว้ ภาพก็สวยงาม (บางฉากแม่งโคตรยิ่งใหญ่) มุขตลกก็มากมายเหมือนเดิม

ที่อยากจะพูดถึงคืออินดี้ยัง “เก๋า” เหมือนเดิม ดูเก๋ามากขึ้นด้วยซ้ำเพราะแก่ลงเยอะ ตั้งแต่ในเทรลเลอร์แล้ว ตัวละครหลักอีกตัวคือ มัทท์ (ไชอา ลาเบิฟ) ก็เก๋าไม่แพ้กัน เก๋ายังไงไปดูกันนะ

ฉากที่ประทับใจมีหลายฉาก ถ้าแค่จากเทรลเลอร์ก็ต้องฉากเปิดตัวเลย เท่สุด ๆ ที่เป็นเงาอินดี้ก้มหยิบหมวกอันเป็นเอกลักษณ์มาสวมหัวน่ะ เท่โคตร ๆ ๆ ๆ ๆ

อย่าลืมไปดูนะ


แจวจ้ำจึก : to be is to be perceived

May 21, 2008

เพิ่งเสร็จงานรับเพื่อนใหม่เมื่อเช้านี้เอง สนุกมาก ๆ

แต่ให้ไม่นอนสองสามคืนติดกันแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ไหวแฮะ

คนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ทุกคนคงเคยร้อง (และเต้น) ในเพลง “แจว (มาแจวจ้ำจึก)”

เนื้อร้องก็ไม่ค่อยมีอะไร

แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึก(บางที่ว่า “พอถึงตอนดึก”) นึกถึงคนแจว [ซ้ำ]

แจวเรือจะไป … แจวเรือจะไป … ขอเชิญ … ลุกขึ้นมาแจว

ผมพบว่าการสันทนาการที่ใดก็ตาม เพลงแจวจะเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตชนิดที่ว่า ต้องมี

เพราะกติกาในการร่วมสนุกนั้นง่ายมาก ถ้าเขาเรียกเรา เราก็แจว

จากที่นั่งดูบรรดาเพื่อนใหม่ “แจว” กันจนโรงยิมสะเทือน (กองสันฯ เขาสุดยอดจริง) ก็นั่งคิดเพลิน ๆ

ว่าที่การ “แจว” นี่มันสนุก มันเพราะว่าอะไร

นอกจากจังหวะโจ๊ะ ๆ เนื้อเพลงติดหูแล้ว การถูกเรียกขึ้นมาแจวนี่ล่ะ ที่เป็นกลไกสำคัญ

ตอนถึงท่อน “แจวเรือจะไป …” ฝูงชนจะเงียบ คอยฟังว่าเงื่อนไขอะไรจะทำให้ใครต้องแจว

แน่นอนว่าทุกคนจะลุ้นอยู่ในใจ ว่าตนจะถูกเรียกขึ้นไปแจวหรือไม่ พอเป็นเงื่อนไขของตัวเองปุ๊บก็ถึงเวลาสนุกสนาน

ไม่รู้คิดมากไปหรือเปล่า แต่ผมว่ามันแสดงถึงว่า โดยพื้นฐานคนเรานั้นต้องการให้คนอื่นมาสนใจ

หมายถึงว่า ถ้าลองดูกติกาของเพลงแจว มันเรียบง่ายมาก ๆ แค่ประกาศเงื่อนไขขึ้นมาหนึ่งอย่าง แล้วคนที่มีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขนั้นก็ทำอะไรสักอย่าง ไม่มีได้รางวัล ไม่มีโดนลงโทษ แค่ลุกขึ้นมาแจว ซึ่งถ้าเราลองใช้กลไกนี้ในสถานการณ์อื่น (เช่น ตะโกนในห้องเรียนว่า คนโสดยกมือขึ้น) ความสนุกสนานคงน้อยกว่านี้เยอะ

อ้อ องค์ประกอบสำคัญของความสนุกอีกอย่างคงเป็นความน่าพิศวงของคำคล้องจอง ไม่รู้ทำไมว่าประโยคที่มันคล้องจองกัน มันน่าฟังมากกว่าประโยคทั่วไป (เพลงแร็พเป็นตัวอย่างที่ดีมาก) มันทำให้เรา “แอบเดา” ได้ล่วงหน้าสักสองสามวินาที ว่าเงื่อนไขการแจวนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อเดาได้แล้ว บรรยากาศของความครื้นเครงก็ไหลมา เพราะทุกคนก็จะรอดู “เป้าหมาย” ลุกขึ้นมาแจว และ “เป้าหมาย” ก็เตรียมลุกขึ้นมาแจวด้วย

รู้สึกเริ่มนอกเรื่อง ก็สรุปได้ว่าเพราะคนเรามันชอบให้คนอื่นสนใจนี่หว่า ถึงได้สนุกสนานกับเพลงแจวเรือ

พาลให้คิดต่อไปอีกว่า คนที่น่าเศร้าที่สุด คงจะเป็นคนที่ไม่เคยถูกเรียกขึ้นมาแจวเลย ลองนึกสิว่า เล่นแจวกันเป็นสิบ ๆ รอบ คนข้าง ๆ แม่งลุกขึ้นมาแจวสามสี่รอบแล้ว ยังไม่มีเงื่อนไขไหนที่ทำให้ลุกขึ้นไปแจวได้ คงได้แต่นั่งยิ้มแหะ ๆ มองคนรอบ ๆ

มันช่างน่าเศร้าจริง ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น

ฝากถึงคนนำแจวทุกคนด้วยนะครับ

(จริง ๆ ก็คงยากนะที่จะไม่โดนเรียกให้ลุกขึ้นแจว เพราะอย่างน้อย “แจวเรือไปซื้อโฉนด ขอเชิญคนโสดลุกขึ้นมาแจว” มันก็เป็นเงื่อนไขสุดฮิตเหมือนกัน อิอิ)


my political compass

May 15, 2008

the counterfeiters

May 10, 2008

ปีนี้ก็เป็นหนังเยอรมันอีกแล้วที่ได้รางวัลออสการ์ (จริง ๆ ของปีนี้คือ ออสเตรีย/เยอรมนี แต่ก็พูดเยอรมันทั้งเรื่องนั่นล่ะ) คือ The Counterfeiters (Die Fälscher)

เป็นเรื่องของ ซาโลมอน โซโรวิทช์ นักปลอมแปลงธนบัตรระดับตำนาน แต่พลาดท่าถูกตำรวจลับนาซีจับไปอยู่ค่ายกักกัน และต้องทำธนบัตรปลอมให้กับกองทัพเยอรมัน

เนื่องจากว่าเข้าไปดูโดยไม่ได้อ่านอะไรไปก่อนเลย จึงนึกไปว่าเป็นหนังแนวแอคชั่น จารกรรม พยายามหลบหนีออกจากค่ายกักกัน ประมาณนั้น เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น

ตอนที่รายชื่อทีมงานเลื่อนขึ้นมาหลังหนังจบ ความรู้สึกของผมคือ จุก อึ้ง ต้องนั่งต่ออีกพักหนึ่ง เนื่องจากหนังมันค่อนข้างหนัก ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ ความเป็นมนุษย์

นักโทษในค่ายกักกันนั้นไม่ใช่คนเลวร้าย เขาไม่ได้ก่ออาชญากรรม เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมาย เขาเพียงแต่เป็นชาวยิวที่ฮิตเลอร์เกลียดเท่านั้น หลายคนมีความสามารถหลากหลาย ทั้งศิลปิน นายธนาคาร หมอ หรือนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

[ข้างล่างนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องนะครับ]

หนังเสนอตัวเลือกที่ยากมากให้กับโซโรวิทช์ ตัวเอก เนื่องจาก บูร์เก้อร์ เพื่อนผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์และเป็นผู้ชำนาญการพิมพ์ไม่ยอมให้การปลอมแปลงธนบัตรสำเร็จ เนื่องจากมันจะทำให้นาซีชนะสงคราม ในขณะที่ความล้มเหลวของหน้าที่ปลอมแปลงหมายถึงความตายของทุกคน แต่การปลอมแปลงธนบัตรจะสำเร็จได้ ต้องไม่มีการขัดขวางจากบูร์เก้อร์ ซึ่งหมายถึงความตายของเขาในฐานะผู้ทรยศ

ต่างจากความเถรตรงของบูร์เก้อร์ที่พร้อมจะถูกยิงเป้า โซโรวิทช์เลือกที่จะประนีประนอมระหว่างฝ่ายนาซีและเพื่อนผู้ถูกคุมขัง เขา -ในฐานะหัวหน้าทีม- ก็ไม่ต่างจากหมอ คลิงเก้อร์ หมอคนเดียวในแผนก ที่กุมชะตานักโทษทั้งแผนกไว้เนื่องจากยารักษามีไม่พอสำหรับทุกคน

ในช่วงแรกโซโรวิทช์ไม่ยี่หระว่าความอัจฉริยะของเขาจะทำให้เยอรมนีชนะสงคราม เพราะสิทธิพิเศษที่ได้ในค่ายในฐานะผู้เชี่ยวชาญการปลอมแปลงนั้นมากพอ เมื่อเทียบกับว่าเขาอาจถูกยิงทิ้งได้ทุกเมื่อในค่ายอื่น แต่เขาต้องตระหนักว่า เขาเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน เมื่อนาซีสามารถเลียนแบบการปลอมเงินปอนด์สเตอร์ลิงของเขาได้ และถ้านาซีเรียนรู้การปลอมเงินดอลล่าร์ได้ เขาก็จะหมดประโยชน์ นายทหารเยอรมันคนหนึ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้แก่เขา (อย่างรุนแรง) แต่เขาหยุดภารกิจไม่ได้ เพราะชีวิตของเพื่อนร่วมค่ายขึ้นอยู่กับความสำเร็จของภารกิจ ตัวแปรที่สำคัญอีกตัวคือ คาร์ล้อฟฟ์ นักศึกษาด้านศิลปะที่ถูกจับมาเช่นกัน คาร์ล้อฟฟ์กำลังจะตายเพราะวัณโรค และโซโรวิทช์ต้องช่วยทำหนังสือเดินทางปลอมให้หัวหน้านายทหารเพื่อแลกกับยา หรือ ซิลินสกี้ ผู้รักตัวกลัวตาย แต่รู้ตัวว่าจะต้องถูกประหารเพราะการต่อต้านนาซีของบูร์เกอร์

ตัวละครที่สำคัญอีกตัวคือหัวหน้าทหารชื่อเฮอร์ตซ็อก เขาสะท้อนความจริงของมนุษย์ออกมาเมื่อเขากล่าวว่าเขาเองเคยยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เพื่อประชาชนมาก่อน แต่ก็มาเป็นทหารนาซีด้วยเหตุผลเดิม ๆ ว่า “อุดมการณ์กินไม่ได้”

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ทรยศเพื่อน อุดมการณ์ และการเอาชีวิตรอดแล้ว ตัวละครยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดในอภิสิทธิ์ของตน เนื่องจากในส่วนอื่นของค่าย นักโทษส่วนมากได้แต่ใช้แรงงานรอวันตายไปวัน ๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความโหดร้ายของสงคราม (นักโทษคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายหลังจากพบหนังสือของลูกตัวเองในกล่องตัวอย่างหนังสือเดินทางตัวอย่างเพื่อการปลอมแปลง) และความเป็นมนุษย์ (โซโรวิทช์และโกลย่านั่งคุยกันถึงอาจารย์สอนศิลปะ / โซโรวิทช์บังคับให้โกลย่ากินอาหารเพื่อที่เขาจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อเขียนรูปต่อ / สิ่งแรกที่นักโทษทำหลังยึดค่ายคือเปิดแผ่นเสียงฟังเพลง / ทหารนาซีร้องไห้ให้กับการร้องเพลงของนักโทษ)

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากพ่อที่จะฆ่าตัวตายตามลูก ฉากสนทนาระหว่างโซโรวิทช์และโกลย่า และฉากที่บูร์เก้อร์ร้องไห้เมื่อเห็นแท่นพิมพ์อีกครั้ง เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่ายังเป็นมนุษย์อยู่

การนำเสนอของหนังนั้นไม่หวือหวา ไม่สะดุ้ง อารมณ์นิ่ง ๆ หนัก ๆ ฉากจบก็เนิบ ๆ แต่ดูจบแล้วมันฝังแผลในใจผมแฮะ คือคิดย้อนถึงหนังทีไรมันก็จะจุก ๆ ยังไงใครไปดูมาแล้วก็มาแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันนะ

อ้อ สำหรับคนที่ไปดูแล้ว ตอบผมหน่อยนะว่าถ้าเป็นโซโรวิทช์ คุณจะเลือกทางไหน