ลาก่อน Windows สวัสดี Ubuntu a.k.a. วิบากกรรมอูบุนตู

March 28, 2008

และแล้วก็ตัดสินใจลง Ubuntu 7.10 Gutsy Gibbon

มันควรจะง่าย ใช่ไหม … มัน ควร จะ ง่าย

ต้องเล่าสองเรื่องนี้ก่อน

เรื่องแรก วันหนึ่ง > ในห้องสมุดศูนย์รังสิต > ตั้งคอมไว้บนโต๊ะ > เดินไปหยอดเหรียญซื้อกาแฟมาหนึ่งแก้ว > มาถึงโต๊ะ > วางแก้วกาแฟ > เห็นอะไรบางอย่างบนจอ > เอื้อมมือไปกดปุ่ม > ปัดกาแฟหกใส่คอม

ด้วยสัญชาติญาณ ก็ shut down แล้วก็เช็ด ๆ จนแห้งหมด พบว่ามันก็ไม่ได้เสียหายมากเท่าไร จึงเปิดคอม

มันร้องด้วยความร่าเริงว่า “ปี๊บ … ปี๊บ” พร้อมหน้าจอสีดำสนิท

ตอนนั้นเข้าใจว่า HDD กรูไปซะแล้ว จึงเก็บคอมกลับหอ ไปเปิดดู HDD … อา กาแฟมันไหลมาฝั่งนี้ได้ไงเนี่ย (HDD อยู่ซ้าย กาแฟอยู่ขวา) เข้าใจว่าไหลมาตอนยกเครื่องสำรวจดูความเสียหาย ก็ถอดออกมาเช็ด ๆ แล้วใส่เข้าไปใหม่

ภาวนานิดนึง

กดเปิด … อ้าวติดเว้ย รีบไปหา HDD พกพา มา backup ข้อมูล

กำลังก๊อบไปได้ห้าหกนาที แม่ง ดับ เลย เปิดไม่ติดด้วย ไม่มีปี๊บไม่มีตู๊ดอะไรเลย ไฟที่บอกว่าชาร์จแบตอยู่ก็ดับไปด้วย

Power Supply กรูนี่เอง ที่ไป

ถ้าต้องเปลี่ยน Power Supply นี่ก็หมื่นกว่าบาท ซื้อเครื่องใหม่ไม่ดีกว่าหรือ เครื่องนี้ก็สี่ปีกว่าแล้ว ตอนนั้นคิดไม่ตก

รุ่งเช้ามา ด้วยความหวังสุดยอด กดปุ่มเปิด

เสือกติด ดีใจชิบเป๋ง คอมคืนชีพมาพร้อมกับกลิ่นกาแฟ ปุ่มเหนียว ๆ (แถว ๆ backspace) และถาดซีดีที่ติด ๆ ขัด ๆ (แต่ยังใช้ดูหนังได้นะ)

จบเรื่องแรก

เรื่องที่สอง ไม่ค่อยมีอะไร คือซื้อ thumb drive ขนาด 1 GB มาจาก commart มาลองลง linux live usb ดู ลอง PCLinuxOS Minime แล้วไม่ถูกใจ ลอง gOS แล้วก็ยังไม่ค่อยถูกใจ แต่ไม่ค่อยมีเวลาเลยยังไม่ได้ format และ gOS ก็ยังอยู่อย่างนั้น

จบเรื่องที่สอง

กลับมาที่ห้องนอน เพิ่ง backup ข้อมูลเสร็จ มือหนึ่งถือแผ่น Ubuntu

ใส่แผ่นเข้าไป reboot เลือก boot จากแผ่น ทำตามขั้นตอนการติดตั้ง ดำเนินการติดตั้ง

ณ ช่วงการติดตั้งที่ 51% มันก็มีเสียง แกรก ๆ แกรก ๆ

ทำใจดีสู้เสือ หันไปมองพัดลมก่อนเลย มึงใช้ไหมต้นเสียง พัดลมส่ายหน้าบอกว่ากรูเปล่า

อา ในใจเราก็รู้อยู่แล้วว่า เสียงมันมาจาก ไดรว์ ซีดี – ดีวีดีรอม นี่เอง

ไม่นานเกินรอ เสียงแกรก ๆ เงียบลง ปรากฏ dialogue box ขึ้นมาว่าอ่านข้อมูลจากซีดีไม่ได้ หยุดการติดตั้ง

ไม่เป็นไรเอาใหม่ boot ด้วยแผ่นซีดีใหม่

คราวนี้มันบอกว่า Error Loading Operating System

ทำไงล่ะ งานก็ต้องทำ HDD ก็เพิ่งถูก format ไปสด ๆ กลายเป็นเครื่องเปล่า ๆ ไดรว์ซีดีเจ๊งอีก

เหลือบไปเห็น thumb drive อันใหม่ฉุกคิดได้ว่ามี gOS อยู่นี่หว่า

เลยรอด ติดตั้ง gOS ซะ

วันรุ่งขึ้นก็เอาแผ่น Ubuntu กับ thumb drive ไปที่แลบ ติดตั้ง Ubuntu จากซีดีลง thumb drive แล้วก็จาก thumb drive ลง laptop เป็นอันเสร็จสิ้น

พบว่าการใช้ Ubuntu เป็นสิ่งที่บันเทิงมาก เพราะรู้สึกว่าได้ ทำ อะไรกับคอมพิวเตอร์มากกว่านั่งคลิก ๆ การติดตั้งโปรแกรมก็เท่ มีปัญหาบ้างเล็กน้อยแต่ก็แก้ได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือของ google

ที่ลืมไม่ได้คือ ubuntuclub ได้ความรู้มากทีเดียว

ใช้ opensource กันเถอะ


การนำเสนอความก้าวหน้าผลการวิจัย ทุน YSTP และ TGIST

March 28, 2008

วันนี้ไปเข้าฟังเขานำเสนองานวิจัยมา จัดที่ตึก CC ใน สวทช. นี่ล่ะ

ชื่อทุน YSTP ย่อมาจาก Young Scientist and Technologist Programme

ชื่อทุน TGIST ย่อมาจาก Thailand Graduate Institute of Science and Technology

ทั้งสองทุนก็มาจาก สวทช. เพื่อสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ โดย YSTP นี่ ป. ตรี ส่วน TGIST นี่ ป. โท – ป. เอก

นักศึกษาที่ได้ทุนเหล่านี้ ก็ต้องทำปริญญานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ เรียกว่าโครงงานก็แล้วกัน จะมีการเสนอความก้าวหน้าเรื่อย ๆ เข้าใจว่าทุก ๆ 6 เดือน วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้แน่ใจว่าโครงงานจะสำเร็จจริง

อีกอย่างก็คือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันในหมู่ผู้ทำวิจัย

สำหรับโครงงานที่มาเสนอ ไม่ได้ทำกันคนเดียว โดยอย่างน้อยก็จะมี นักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา(ในสถาบัน) และนักวิจัยจาก สวทช.

กลับมาที่การนำเสนอวันนี้ ก็แบ่งออกตามหน่วยงาน คือ NECTEC, BIOTEC, MTEC, และ NANOTEC (อันหลังไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า) แบ่งย่อยเป็นสาขาละ 2 ห้อง ห้องละประมาณ 10 งาน

ด้วยว่ามันพูดพร้อม ๆ กันทุกห้อง เลยเลือกฟังห้องเดียวคือ NECTEC 2 ประกอบด้วย

1. การรู้จำเสียงพูดแบบอาศัย Segment สำหรับภาษาไทย

ผู้นำเสนอคือ เกริกศักดิ์ ลิขิตสุภิณ นิสิต ป. โท จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่เข้าใจคร่าว ๆ ก็คือ เวลาจะ “รู้จำ” เสียง เนี่ย ง่ายที่สุดคือแบ่งเสียงออกให้มีระยะเวลาเท่า ๆ กัน แล้วจะทำอะไรกับมันก็ว่าไป แต่ปัญหาคือบางทีการตัดแบบนี้มันอาจไปตัดกลางพยางค์ ทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ ก็มีอีกวิธีคือแบ่งเป็น Segment โดยพยายามหา “ขอบเขต” ของ “หน่วยเสียง” (ไม่จำเป็นต้องระยะเวลาเท่ากันอีกแล้ว) เพื่อใช้แบ่งเสียง ไอ้เจ้า “ขอบเขต” นี่ก็เช่นการเปลี่ยนแปลงลักษณะการออกเสียง เป็นต้น โดยงานวิจัยอันนี้ก็พยายามพัฒนาการแบ่ง Segment นี่ โดยเอาเรื่องลักษณะการออกเสียง และความไม่ต่อเนื่องของเสียงมาใช้

2. การหาตำแหน่งของ median ในการจัดกลุ่มแบบ k-medians โดยใช้การประมวลผลบน model แบบ PRAM

ผู้นำเสนอคือ สิริอร วิทยากร นักศึกษา ป. ตรี จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำหรับงานของสาวเจียงใหม่นี้ ตอนฟังครั้งก่อเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว รู้สึกงงมาก เข้าใจว่าเพราะเป็นโครงงานเชิงทฤษฎี อาจต้องการความรู้พื้นฐานมากหน่อย มาหนนี้ ก็ยังงงเหมือนเดิม นักวิจัยที่นั่งในห้องลองให้เขายกตัวอย่างแล้ว ก็ยังงง แหะ ๆ เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็ทราบว่า PRAM ย่อมาจาก Parallel Random Access Machine

3. การพัฒนาคุณภาพจากการกระจายกุญแจรหัสลับเชิงควอนตัมด้วยรหัสแก้ไขความผิดพลาด

ผู้นำเสนอคือ วุฒิกรณ์ ตรัยศิลานันท์ นักศึกษา ป. โท จากภาควิชาวิศวกรรมสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

สำหรับเรื่องรหัสลับเชิงควอนตัม (Quantum Cryptography) ที่เข้าใจแบบคร่าว ๆ (มาก ๆ) ก็คือ ด้วยการส่งข้อมูลเชิงควอนตัม (เช่น polarization ของแสง) การดักฟัง หรือดักจับข้อมูล จะทำให้ข้อมูลที่ผู้รับ (ตัวจริง) รับได้เสียหาย ทำให้ทราบว่าถูกดังฟัง ส่วนของงานนี้ก็คือ (เอ่อ เข้าใจว่าเป็น) การพัฒนาการส่งกุญแจรหัสลับ ให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

4. การคำนวณสเปกตรัม SPR แบบภาพเมื่อใช้ LED เป็นแหล่งกำเนิดแสง

ผู้นำเสนอคือ จงเจตน์ เชาว์ชอบ นักศึกษา ป. ตรี จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อันนี้เป็นโครงงานทดลอง ประมาณว่าเครื่อง SPR เดิมใช้หลอด Halogen แต่ข้อเสียคือมันร้อนมาก เลยทดลองใช้ LED แทน แล้วก็หามุมที่เหมาะสมที่สุด (จริง ๆ คงมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่เข้าใจเท่านี้) ส่วนเครื่อง SPR (Surface Plasmon Resonance) นี่เข้าใจว่าใช้วัดความหนาและดัชนีหักเหของสารละลาย

5. การพัฒนาและประเมินสมรรถนะของการควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบดีที่สุดโดยการใช้การคำนวณด้วยคลัสเตอร์

ผู้นำเสนอคือ มทนะ พรล้วนประเสริฐ นักศึกษา ป. ตรี จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คือมีหน่วยวิจัยหนึ่งกำลังพัฒนาระบบไฟจราจรอัจฉริยะ เป็นระบบที่จะปรับเปลี่ยนการปิด – เปิดของไฟจราจรไปตามสถานการณ์เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากที่สุด ระบบมันก็มีหลายส่วน งานวิจัยนี้จะเป็นส่วนประมวลผล ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงจึงใช้คลัสเตอร์ และใช้ Genetic Algorithm มาช่วยหาค่าที่เหมาะสม เพื่อปรับรอบเวลาและจังหวะสัญญาณ

6. การสร้างระบบประมวลผลสัญญาณวิทยุเพื่อประมาณค่าความเข้มของสัญญาณตามความถี่

ผู้นำเสนอคือ อธิปัตย์ ลิ่มมณี นักศึกษา ป. ตรี จากภาควิชาวิศวกรรมการสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร

เขาบอกว่าคลื่นความถี่บางช่วงนั้นถูกจำกัดไม่ให้ใช้ ใครลักลอบใช้ก็ถือว่าฝ่าฝืนกฏหมาย ทีนี้อุปกรณ์ตรวจจับมันแพงมาก หลักแสน จึงพยายามพัฒนาอุปกรณ์ที่ถูกกว่า และเร็วกว่า เนื่องจากต้องการทราบแค่ว่ามีใครลักลอบใช้หรือไม่ ในทางเทคนิค เขานำ Sliding DFT (Discrete Fourier Transform) มาใช้แทน DFT ธรรมดา ซึ่ง Sliding DFT นี่เร็วกว่า ซับซ้อนน้อยกว่า จึงทำห้ต้นทุนต่ำกว่า

7. Algorithm การประมาณค่า Parameter ของกระบวนการหลอมโลหะสำหรับการประหยัดพลังงาน

ผู้นำเสนอคือ นัครินทร์ หงษ์สิทธิวงศ์ นักศึกษา ป. โท จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อันนี้ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟังเท่าไร เข้าใจว่าใช้ Genetic Algorithm มาประมาณค่าตัวแปรที่เหมาะสมที่สุดในการหลอมโลหะ

8. Bad-Habit Driving Detection System using Fuzzy Logic (เขาเขียนมาอย่างนี้แฮะ)

ผู้นำเสนอคือ พิเชษฐ์ แสนสม และ ทศพล อิ่มกมล จากภาควิชาวิศวกรรมควบคุม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

งานนี้พยายามที่จะระบุลักษณะการขับรถที่ไม่ปลอดภัย โดยใช้ Sensor 3 ประเภท ได้แก่ เครื่องอ่านสถานะเครื่องยนต์ (Engine Control Unit Reader) เครื่องวัดความเร่ง (Accelerometer) และกล้อง โดย ECU Reader นี่ไว้ดูรอบเครื่องยนต์ Accelerometer ไว้ดูความเร่งตอนออกตัวหรือหยุด และกล้องไว้ดูการเลี้ยว และดูความหนาแน่นของการจราจร และใช้ Fuzzy Logic เพื่อประเมินความอันตรายออกมาเป็น 3 ระดับ โครงงานนี้ได้รับความสนใจ(มีการซักถาม)มากที่สุด คงเพราะว่าใกล้ตัวมากที่สุด

เหลืออีกสองชิ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ RFID ทั้งคู่ แต่ยังไม่ค่อยมีอะไรเพราะเพิ่งเริ่มทำ

ก็ขอใช้บล็อกจดบันทึกไว้อย่างนี้ การนำเสนอพวกนี้ต้องไปฟังบ่อย ๆ เพราะสักวันก็ต้องไปยืนพูดตรงนั้นเหมือนกัน


My Blueberry Nights – 300 วัน 5000 ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน

March 23, 2008

วันนี้ไปดู My Blueberry Nights มา ที่สกาลา

ไปดูเพราะ นาตาลี พอร์ตแมน แท้ ๆ

เป็นเรื่องของ Elizabeth (Norah Jones) ผู้หญิงซื่อ ๆ คนหนึ่งที่ผิดหวังในความรักแล้วบังเอิญมาเจอกับ Jeremy (Jude Law) หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ ทั้งสองเป็นเพื่อนคุยกันอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่ Elizabeth จะออกเดินทางไกลเกือบจะข้ามอเมริกาเพื่อลืมคนรักเก่า และระหว่างทางก็ได้เรียนรู้จากชีวิตคนอื่นที่ตนพบเจอ

ไม่เคยดูหนังของ หว่องกาไว มาก่อน เห็นคนบอกกันว่าเรื่องนี้ถือว่าดูง่ายมากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ประทับใจกับเรื่องนี้คงต้องหาเรื่องอื่นมาดูเสียแล้ว ไม่รู้คิดมากไปเองหรือเปล่าแต่คิดว่าหนังใช้สัญลักษณ์ เช่นรถไฟ กุญแจ บทสนทนาบางทีก็แปลก ๆ คือพูดแบบมีความหมายแฝงเหมือนบทพูดทางเอเชีย (หว่องการไวก็คนจีนนี่หว่า) รู้สึกว่าหนังสีสวยมากเลย บางทีถ่ายผ่านกระจกหรือถ่ายแสงที่สะท้อนจากรถแล้วสีจะเหลื่อม ๆ น่าประทับใจ ภาพพายบลูเบอร์รี่ที่ตัดสลับมาทำให้อยากกินเหลือเกิน มุมมองบางทีจะขยับช้า ๆ ไม่สิ คือมันขัด ๆ ไม่ลื่นไหล เหมือนอัตราภาพต่อเวลา (Frame Rate) น้อย เหมือนภาพจากกล้องวงจรปิดที่อัตราประมาณ 4 ภาพต่อวินาทีอะไรอย่างนั้น ทำให้ (ผม) รู้สึก (ไปเอง) ว่าได้พิจารณาการเคลื่อนไหวและความรู้สึกของตัวละคร ก็ทำให้อินไปกับหนังดี

หนังมีเนื้อเรื่องย่อยสองตอนคือตอนของ Sue Lynne (Rachel Weisz) กับตอนของ Leslie (Natalie Portman) ทั้งสองคนช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ! ทั้งสองตอนก็เหมือนจะสื่อเรื่องของการเห็นคุณค่าของบางสิ่งเมื่อมันสายไปเสียแล้ว

เรื่องของดนตรีประกอบก็เพราะดี แต่ไม่เคยฟัง Norah Jones จริง ๆ จัง ๆ มาก่อน เคยฟังอยู่เพลงเดียวเองมั้ง เรื่องเพลง Jazz นี่ก็ไม่ค่อยกระดิก แต่ก็ค่อนข้างประทับใจนะ

ฉากที่ประทับใจที่สุดก็ฉากจบ แม้จะเดาได้แต่ก็น่ายินดีและชวนฝัน

สรุปสิ่งที่ได้กลับมาจากเรื่องนี้คือความเหงา ไม่ใช่เหงาในทางที่แย่ แต่เป็นเหงาปนสุข คือรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น แต่ก็รู้สึกดีแปลก ๆ เหมือนกับหวังว่าจะมีใครโผล่มาในชีวิตอย่างในเนื้อเรื่อง

ไปดูกันเถิด ที่สกาลา

ปล. วันนี้วันอาทิตย์ ไปดูรอบเช้าสุด (10.15) ราคา 80 บาทเอง


Information Overload

March 22, 2008

ตอนแรกสมัคร google reader เพราะคิดว่ามันจะช่วยลดเวลาในการรับข่าวสารและอ่านบล็อกได้

แรก ๆ มันก็ช่วยให้สะดวกดี ไม่ต้องไล่เปิดหลาย ๆ เว็บ อัพเดตบ้างไม่อัพเดตบ้าง

แต่หลัง ๆ นี่ชักแย่

วันก่อนนั่งอ่านอยู่ 5 ชั่วโมง (มีพักกินข้าวด้วยนะ)

คงเป็นเพราะมันสะดวกมากไป เลย subscribe เพลิน วันหนึ่ง ๆ มาให้อ่านเป็นร้อย entry  แต่ละอันก็น่าสนใจทั้งนั้น

พยายามอ่านกวาด ๆ ให้หมด ก็ไม่ค่อยได้อะไร เหมือนกวาดตาให้ผ่าน ๆ ไป  พอเน้นอ่านไอ้ที่สนใจจริง ๆ มันก็น่าอ่านทั้งนั้น

ผมควรจะทำอย่างไรดีกับข้อมูลที่แสนจะมีประโยชน์ แต่ใช้เวลาซึมซับมันนานเหลือเกิน

เครื่องมืออย่าง feedjournal นี่น่าสนใจมาก ติดอยู่อย่างเดียวคือไม่มีเครื่องพิมพ์

ปล. ตอนนี้กำลังรออ่านบันทึกคนที่เข้าร่วม  Kapook ชวนคุย  สืบเนื่องมาจากเรื่องอื้อฉาวของ xxx.kapook.com


The art of thin vs. Thinnovation

March 21, 2008

ลองดูโฆษณาของ macbook air

macbookair.jpg

แล้วดูโฆษณาของ Lenovo X300

ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูมันคล้าย ๆ กันดี

IBM บอกว่า X300 นี่ no-compromise ซะด้วย แถมบอกว่า everything else is just hot air ไม่รู้พูดถึงใคร ฮ่า ๆ

ปล. ผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียว


ฝึกงานวันที่สาม

March 20, 2008

วันนี้ก็วันที่สามแล้ว

หลังจากอ่านรายละเอียดการพัฒนากันจนหลับ พอเข้าใจ ก็ถึงเวลาลองปรับแต่ง

เริ่มจากลงฐานข้อมูลก่อน โอ้วแม่งสามแสนเรคคอร์ด(ส) จะเอามาแค่บางส่วนก็ไม่รู้ว่ามันจะสัมพันธ์กันแค่ไหน ก็เลยต้อง dump มาหมด กลายเป็นไฟล์ .sql ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอ คือ 200 กว่าเมกกะไบต์ จากนั้นก็ import ผ่าน phpMyAdmin แต่ัมันยอมให้แค่ 2 เมกกะไบต์ จึงต้อง import โดยตรงทาง mysql ด้วยคำสั่ง source ก็นั่งรอกันไป

พอลงฐานข้อมูลก็ติดตั้งโปรแกรม ปัญหามันก็คือการสร้างกราฟต้องใช้ JPGraph ที่ควบคุม GD Library อีกทีหนึ่ง ก็คิดว่าจะไม่มีปัญหา โหลดมาลงเสร็จสรรพ ตัว php ดันหา include path ไม่เจอ งมไปงมมา พบ (ตอนเลิกงาน) ว่าชื่อ directory ดันเป็นคำสงวนของ linux ทำให้มันเอ๋อ ฮ่วย ๆ ๆ ๆ ๆ มือใหม่ก็งี้นะเรา พรุ่งนี้จะได้ทำงานจริง ๆ จัง ๆ เสียที


ฝึกงาน

March 19, 2008

วันนี้ก็ฝึกงานเป็นวันที่สองแล้ว เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 18

มาอยู่ที่ ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเครือข่าย (Network Technology Laboratory – NTL ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งใน NECTEC ซึ่งก็เป็นหน่วยงานหนึ่งใน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

NTL ก็ทำงานวิจัยเกี่ยวกับระบบเครือข่าย หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโปรแกรม ntop เป็นโปรแกรมประมาณสอดส่องดูแลการจราจรบนเครือข่าย ซึ่งข้อเสียของมันก็คือมันให้ข้อมูลเยอะมาก ๆ ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ จึงพยายามปรับปรุงให้ใช้ง่ายขึ้น เพื่อผู้ใช้เช่น ร้านเนตคาเฟ่ หรือโรงเรียน จะได้ใช้ดูแลระบบเครือข่าย และนั่นก็คืองานที่ต้องช่วย

วันแรกมาก็เจอกับ Fedora Core 5 ซึ่งเป็น Linux ตัวหนึ่ง ก็ติดตั้งแล้วก็ลองใช้งานให้ถนัดมือ แล้วก็หัดใช้ ntop

วันที่สองนี่ก็นั่งอ่านรายละเอียดการพัฒนาที่พี่อีกคนหนึ่งทำไว้ เยอะมาก อ่านไปก็เผลอหลับ (ขอโทษครับ) แล้วก็เอาโค้ดมา พรุ่งนี้จะได้ลองปรับแต่ง

เริ่มมาสองวันตารางชีวิตเลยค่อนข้างน่าเบื่อ ตื่น 7 โมง ไปทำงาน 8 โมง เลิก 5 โมงเย็น แป๊บ ๆ ก็กินข้าว อ่านข่าว เขียนบล็อก เข้านอนพอดี จบหนึ่งวัน พยายามจะยัดกิจกรรมอะไรที่มันพัฒนาตัวเองเข้าไปบ้าง คงต้องรอหลังย้ายหอให้มันเข้าที่เข้าทาง


ตายละหว่า! ดูดคน เข้าสมองคน

March 19, 2008

เห็นแวบแรกคุณคงจะคิดเหมือนผมว่า “นี่มันเหี้ยอะไรนี่”

มันเป็นความรู้สึกแรกที่เห็นปกวีซีดีหนังเรื่อง Being John Malkovich แถมพออ่านไปมา เฮ้ยแม่งเข้าชิงออสการ์ 3 รางวัล

พอพลิกไปอ่านเรื่องย่อข้างหลัง มันยิ่งบ้ามากเข้าไปใหญ่

มันเป็นเรื่องของนักเชิดหุ่น Craig Schwartz (John Cusack)  ที่ไม่มีงานทำ แล้วไปได้งานเป็นนักจัดแฟ้ม (?!?)  แล้วเขาก็ค้นพบโพรง ที่เมื่อเข้าไปแล้ว จะไปโผล่ในหัวของ John Malkovich (John Malkovich แสดงเป็นตัวเอง !?!) ซึ่งเขาจะได้เห็น สัมผัส รู้สึก เหมือนตัว Malkovich ทุกอย่าง เป็นเวลา 15 นาที พอภรรยากับเพื่อนร่วมงานของเขารู้เข้า เรื่องบ้า ๆ ก็ตามมา

ฟังดูบ้าดีไหม

แต่พอดูจบแล้วก็พบว่าในความประ หลาดเหล่านี้มีสิ่งที่แฝงอยู่มาก ไม่ว่าจะเรื่องตัวตนของมนุษย์ เรื่องความอยากรู้อยากเห็น ความอยากเป็นอมตะ  หรือแม้แต่เรื่องรักร่วมเพศ !?!

เอาเถอะ อย่างนี้มีแต่ต้องลองดูเอง ส่วนตัวค่อนข้างเสียดายที่มีแต่พากย์ไทย เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม Catherine Keener จึงได้เข้าชิงออสการ์สาขาสมทบหญิง


To fight the enemy, she must become one of them

March 19, 2008

ความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหนังจำนวนมาก

Zwartboek หรือ Black Book ก็เป็นหนึ่งในนั้น

Rachel (Carice van Houten) อดีตนักร้องสาวสวยชาวยิวเนเธอร์แลนด์ และสมาชิกองค์กรใต้ดินเพื่อช่วยเหลือชาวยิวจากนาซี ต้องเป็นสายลับแฝงตัวเข้าไปในศูนย์บัญชาการ เกสตาโป สาขาเนเธอร์แลนด์ โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่มีระหว่างเธอกับ Müntze (Sebastian Koch จาก The Lives of Others) ซึ่งเป็นหัวหน้าสาขาของเกสตาโปที่นี่ แผนเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่สิ่งต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ก็ปรากฏขึ้นมา

หนังเรื่องนี้มีหลายภาษามาก โดยตัวนางเอกนั้นต้องพูดถึง 4 ภาษา (พูดได้อย่างคล่องแคล่วเสียด้วย) ตั้งแต่ภาษาดัทช์บ้านเกิด ภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ และภาษาฮิบรูของชาวยิว นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยุโรปน่าหลงใหลมาก คือความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม เหมือนในคำขวัญของ EU ที่ว่า “United in Diversity”

ความรู้ประกอบอีกอย่าง เกสตาโป (Gestapo) มาจากภาษาเยอรมันว่า Geheime Staatspolizei (Secret State Police) หรือพวก SS หรือพวกตำรวจลับของนาซี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้านสงครามกับชาติใด ๆ ในยุโรปมาตั้งแต่ปี 1830 จนสงครามเริ่มในปี 1914 เนเธอร์แลนด์ก็ยังวางตัวเป็นกลาง การที่กองทัพนาซีรุกรานเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 10 พ.ค. 1940 หลังจากรุกรานเดนมาร์กกับนอร์เวย์ จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากสำหรับชาวดัทช์

ทหารนาซีรุกรานโดยไม่ได้ประกาศล่วงหน้าก่อน โดยแฝงตัวเข้ามาในเครื่องแบบทหารดัทช์ ในช่วงแรกเหมือนว่ากองทัพดัทช์จะสามารถขับไล่นาซีไ้ด้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับการทิ้งระเบิดของกองทัพเยอรมัน

ที่มา : wikipedia


ฝรั่ง 6 เกรียน 1

March 16, 2008

ไปมีตติ้ง BarcampBangkok4Ever (ช่างคิดชื่อนะ -_-”) มา จัดขึ้นที่ร้าน Bug & Bee ศาลาแดง ในหัวข้อ “Bookmark Exchange” ก็คือใครเข้าเว็บอะไรบ่อย ๆ ก็มาแลกเปลี่ยนกัน

ตอนที่สำรวจจำนวนคน พบว่ามีคนจะไปถึง 18 คน ทั้งไทยทั้งเทศปะปนกันไป

เอาเข้าจริงมากัน 7 คน ประกอบด้วย Muriel (แม่งาน), Julie, Pierre, Kirit, Thomas, Mike และตัวแทนจากประเทศไทย คือกรูนี่หว่า (ทำไมเป็นงี้วะเนี่ย)

คุยกันหลากหลายมาก ไอ้เราก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็ฟัง ๆ เออออห่อหมกไป ที่เจ๋ง ๆ ก็คือ

Pierre แนะนำ >serchilo_ เป็นเครื่องมือสร้าง custom search เช่นพิมพ์ว่า g tewson ก็คือให้ google หาคำว่า tewson

Kirit แนะนำ RegExPal ไว้ช่วยทำ Regular Expression มีประโยชน์มาก ๆ

แล้วก็คุยเรื่องชื่อโดเมน แลกเปลี่ยน blog กับ delicious bookmark (อันหลังนี่ตัวเองไม่มี เชยว่ะ) คุยเรื่องการรับฟีด เรื่อง framework เลยเถิดไปถึง Editor ที่ใช้ Task Manager ที่ใช้ (หลัง ๆ เริ่มฟังอย่างเดียวแล้วเพราะไม่มีประสบการณ์) คุยไปคุยมาก็ห้าโมงเย็น เลยชิ่งกลับก่อน

ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องภาษา รู้สึกว่าเอ๊ะเราก็พูดรู้เรื่องมากขึ้นนะเนี่ย ฮ่า ๆ

ปล. Meeting Log