silly fools – the one

April 27, 2008

Silly Fools – The One

กลัมาอีกครั้งกับวงร็อคระดับตำนานอีกวงหนึ่งของประเทศไทย เปลี่ยนนักร้องนำ ทำเพลงภาษาอังกฤษซะด้วย

เพิ่งซื้อ Silly Fools – The One แบบ Limited Edition มา เพราะอยากฟังแบบภาษาอังกฤษด้วย

ฟังทุกเพลงแล้วมันเยี่ยมทุกเพลง ไม่มีเพลงไหนที่ไม่ชอบเลยนะ ฟังมันแต่อัลบั้มนี้มาหลายวันแล้ว

มาดูกันทีละเพลง ไม่ค่อยสันทัดเรื่องดนตรี แต่ก็ดูตามความชอบละกัน

1. Moving On (สตรีหมายเลข 1)

  • เพลงเร็ว อารมณ์ว่าโยกหัวกันหงึก ๆ
  • ส่วนที่ประทับใจ : กีต้าร์ตรงอินโทรเปิดมานี่เท่มาก แล้วก็ทำนองตรงท่อนก่อนฮุคที่ว่า “maybe i should thank you” ที่คอร์ดมันแปร่งออกไป แล้วก็กลอง นอกจากลูกส่งรัว ๆ แล้วก็ชอบตรงที่รัวข้อมือใส่แฉ (หรือฉาบวะ) ในท่อนฮุค

2. No Regret (เราเป็นคนเลือกเอง)

  • เพลงโปรโมต จังหวะโจ๊ะ ๆ สลับเสียงคลีนเสียงแตกตามสมัยนิยม
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบท่อนโซโล่ แล้วก็ท่อนฮุคที่ร้อง ๆ หยุด ๆ

3. Enough (โง่)

  • เพลงช้า เปิดมาเป็นอคูสติก แล้วก็มีกีต้าร์ตอด ๆ เข้ามาตอนก่อนฮุค แล้วก็สาดตอนท่อนฮุค มีเครื่องสายอยู่เบื้องหลัง
  • ส่วนที่ประทับใจ : เพลงมีรายละเอียดเยอะ พวก lick เร็ว ๆ ระหว่างท่อนในท่อนฮุค แล้วก็โซโล่เยี่ยมยอด การดันสาย อะไรพวกนี้ ทำนองก็เพราะ

4. The Long Road (พัก)

  • เพลงจังหวะกลาง ๆ โยก ๆ โจ๊ะ ๆ เปิดมาเป็นอคูสติก แล้วก็เสียงแตกตอนฮุค คิดว่าเป็นเพลงที่ลงตัวมากที่สุด คือคิดว่าใครฟังก็ชอบน่ะ เพราะ ๆ ๆ ๆ
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบเนื้อร้องทั้งสองภาษา ชอบทำนอง ชอบมันทุกอย่างอะ

5. The Daily Grind (ไม่พอเพียง)

  • เป็นเพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้ม (ตัดสินใจยากมาก) จังหวะกลาง ๆ กีต้าร์ตอด ๆ ตามสไตล์ แล้วก็สาด ๆ
  • ส่วนที่ประทับใจ : โซโล่อะ ไม่รู้ทำไมแต่รู้สึกชอบมากกว่าเพลงอื่น

6. Nevermind (รั้งรอ)

  • เพลงช้า มีทำนองแปลกหูตอนก่อนเข้าท่อนฮุค แล้วก็ท่อน breakdown
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบไอ้ตรงทำนองแปลกหูนี่ล่ะ

7. Extra Extra (คุณกร่าง)

  • เพลงเร็ว เพลงนี้เกือบจะเอาชนะ The Daily Grind ได้แล้ว แต่ว่าติดตรงไอ้ extra extra (เนื้อไทยว่า act เธอ act เธอ act ใส่) เนี่ยแหละ ฟังแล้วแอบฮา
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบกลองกับริฟฟ์กีต้าร์ตอนท่อนร้อง แล้วก็ชอบเสียงตรงท่อนก่อนฮุคแฮะ ตรงท่อน when i close my eyes

8. Unhappy Ending (เหนื่อยแล้ว)

  • เพลงเร็ว คิดว่าเป็นเพลงที่คล้ายกับอัลบั้มเก่า ๆ มากที่สุดแล้ว (คิดว่านะ เพราะไม่ค่อยได้ฟังอัลบั้มเก่า ๆ)
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบกีต้าร์ตอนอินโทร แล้วก็เสียงร้องตอนท่อนฮุค แล้วก็ tapping ของทั้งเบสและกีต้าร์ตอนก่อนเข้าโซโล่

9. Long Distance (อีกครั้ง)

  • เพลงแรกที่ปล่อยออกมาเมื่อนานมาแล้ว ก็เป็นร็อคสมัยนิยม โจ๊ะ ๆ เพราะ ๆ
  • ส่วนที่ประทับใจ : ชอบโดยรวม ๆ อ่อแล้วก็ชอบกลองในท่อน breakdown

10. Take Me Home (ไกล)

  • เพลงช้า สัดส่วนแปลกกว่าเพลงอื่นเพราะเป็น 6/8 (หรือ 3/4 วะ) เพราะที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว มีเครื่องสายด้วย
  • ส่วนที่ประทับใจ : ทำนอง แล้วก็นอกจากกีต้าร์ตอด ๆ ทั้งเพลงแล้วก็ยังชอบเสียงกีต้าร์ในท่อนก่อนฮุค ที่มันหวือ ๆ วื้ด ๆ แล้วก็ชอบกลองหลังท่อน breakdown (คงเป็นโซโล่น่ะ)

โดยรวม ก็ ต้องซื้ออะ ให้ตายเหอะ


my music, my mood, my Muxtape

April 23, 2008

go listen to it

or share you taste with me via last.fm


เปิดชีวิต ปิดทีวี

April 21, 2008

วันนี้มาพร้อมเรื่องเล่าหลากหลาย

สืบเนื่องจากงาน เปิดชีวิต ปิดทีวี จัดที่สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ เป็นงานที่จัดเพื่อเริ่มสัปดาห์ ปิดทีวี ฮ่าฮ่าฮ่า (ชื่องานเขาเป็นอย่างนี้จริง ๆ ทำไมต้องฮ่าฮ่าฮ่า) ก็วางแผนไปเสียเรียบร้อย พยายามชวนเพื่อนมากหน้าหลายตา มีหมอเตยติดกับมาคนนึงแฮะ

เริ่มจากตอนเช้า เอ่อ จริง ๆ ก็ตอนเที่ยง ไปถึงท่าพระจันทร์ปุ๊บก็ไปสอย Silly Fools – The One (Limited Edition) ก่อนเลยที่ร้านน้อง ค่อนข้างโชคดีเพราะเหลืออยู่ไม่กี่ชุด

ต่อมาก็ข้ามไปวังหลัง ตอนอยู่บนเรือ เห็นวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็น เรือดำน้ำ !

ถึงฝั่งธนบุรี กินข้าว เดินดูของ ไม่ได้อะไรเลยแฮะ

ข้ามกลับมาฝั่งพระนคร กินกระเพาะปลา กินขนมหวาน เดินดูของ เจอเสื้อลายยักษ์จากรามเกียรติ์เท่มากเลยแฮะ อยากได้แต่งบหมด

ต่อมาก็เข้าไปเอาข้อมูลทำเว็บจากพี่ฮอในธรรมศาสตร์ แล้วก็มุ่งหน้าสู่สวนสันติชัยปราการ

พอไปถึง ก็พบร้านขายของมากมาย การเสวนายังไม่เริ่ม เดินดูรอบ ๆ สักพัก ก็ข้ามถนนไปกินมะตะบะ กินมะตะบะรวมมิตร

ข้ามถนนกลับมา การเสวนาเริ่มพอดี ผู้ร่วมวงเสวนาได้แก่

  • ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
  • ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
  • อัยย พรรณี วีนานุกูล พิธีกรรายการแผ่นดินเดียวกัน บ้านฉันบ้านเธอ
  • วรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ประกาศข่าวเนชั่นทีวี ดำเนินรายการ

ได้ความว่าการรณรงค์ปิดทีวี 7 วันเนี่ย ไม่ใช่จะต่อต้านทีวี รายการดี ๆ มันก็มี เพียงแต่โดยรวมแล้ว…

  • มันเป็นการสื่อสารทางเดียวที่มีคนกลุ่มเล็กมากควบคุม
  • รายการส่วนมากมันไม่ได้มีสาระขนาดนั้น
  • บ่อยครั้งพวกเราไม่ได้เลือกดูเฉพาะสิ่งที่มีสาระ
  • บ่อยครั้งที่เราก็เผลอถูกมันดูดเวลาชีวิตไป

ไปทำอย่างอื่นที่มันมีปฏิสัมพันธ์กันในหมู่มนุษย์ดีกว่าไหม

ผู้จัดงานก็ได้เตรียมกิจกรรมทางเลือกมาพอสมควร สำหรับเวลา 1 สัปดาห์ที่ปิดทีวีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ด้านการถ่ายภาพ การทำหนังสั้น หรือจะเป็นด้านการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ดูที่ wechange555

นอกจากนี้ การดูทีวีหลังจากการปิดทีวี 7 วัน เราจะพบว่าเราจะรู้จักจัดการเวลาดูทีวีมากขึ้น เพราะเวลา 7 วันที่ผ่านมาจะทำให้เราเห็นคุณค่า(จริง ๆ)ของมัน

ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ดูทีวีอยู่แล้ว เพราะอยู่หอ ข่าวสารอะไรต่าง ๆ ก็อ่านเอาในอินเตอร์เนต อืมอินเตอร์เนตมันก็ดูดเวลามาก ๆ เหมือนกันแฮะ

หลังจากการเสวนา ก็เป็นวงดนตรีจากน้อง ๆ ม ปลาย โรงเรียนรุ่งอรุณ ชื่อวง The Muffin and His Band เลือกเพลงมาเล่นได้น่าประทับใจมาก เริ่มจากเพลง stupid cupid เพลงสุขุมวิทของดูบาดู เพลงกลิ่นของทีโบน เพลง creep ของ Radiohead และเพลงอะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้ของญารินดา แอบประทับใจน้องผู้หญิงที่ร้องนำ น่ารักดี

หลังจากนั้นก็เป็นละคร จาก กลุ่มละครมะขามป้อม เคยชมฝีมือของกลุ่มนี้ตอนเทศกาลละครกรุงเทพไปหนหนึ่ง ประทับใจมาก คราวนี้ก็ไม่ผิดหวัง ซ้อมกันมาปึ้กมาก มุขก็ฮาเหมือนเดิม เจ็บ ๆ คัน ๆ ได้ข้อสังเกตว่าพวกการแสดงแนวละครเวทีอย่างนี้ (ที่มันเริ่มเป็นแฟชั่นในมหาวิทยาลัย) นี่มันไม่ต้องอลังการงานสร้างหรอก บทเจ๋ง ๆ กับฝีมือการแสดงก็เอาคนดูอยู่หมัดแล้ว

ต่อจากนั้นก็เป็นดนตรี มีใครไม่รู้ขึ้นเวทีมาพร้อมกับ Gibson Les Paul ลายไม้ มาตีคอร์ดร้องเพลง ฟังดูแล้วเฮ้ยเนื้อเพลงมันเยี่ยม จิกกัดประชดประชันสังคมไทย ชื่อเพลง ที่นี่เมืองพุทธ กับ ความรักของพี่เอก หาข้อมูลตะกี้ได้ความว่าเขาคือ ไทร อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม ศิลปินอิสระ

จากนั้นก็เป็นทีของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า ขึ้นเวทีมาอย่างสบาย ๆ นั่งเก้าอี้เล่นกัน เล่นเพลงอะไรมาคนรอบ ๆ ร้องตามได้หมดเลยแฮะ ไอ้เราไม่ค่อยได้ฟังก็นั่งเอ๋อ ฝีมือก็สุดยอดอย่างที่ร่ำลือกัน

จบอพาร์ตเมนต์คุณป้าก็กลับหอ เพื่อมาฟัง Silly Fools – The One รีวิวเพลงคราวหน้าก็แล้วกัน


hi5 is another cause of global warming

April 19, 2008

สืบเนื่องจาก เอนทรี่นี้ หรือ เอนทรีเก่านี้

คุณชิตพงษ์กล่าวไว้ถึงเวบไซต์ที่ออกแบบมาได้ “สิ้นเปลืองพลังงาน” นั่นคือมีภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เต็มหน้าเว็บ ทำให้เครื่องต้องประมวลผลหนักกว่าปกติ ส่งผลถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าด้วย

แน่นอนว่าเวบไซต์แรกที่แวบเข้ามาในหัวผม มันต้องเป็น

hi5 สุดโด่งดัง แน่นอน

โอ มันไม่ใช่ความผิดของ hi5 หรอกครับ แต่พวกผู้ใช้นี่แหละ ที่ขยันเอาพวกภาพเคลื่อนไหวหรือภาพสไลด์ต่าง ๆ มาแปะไว้หน้าแรก ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผมกับเต๋า พบว่าน้องหมา ไฟร์ฟอกซ์ จะออกอาการไม่ขยับอยู่บ่อย ๆ แม้แต่ IE ก็เถอะ เลยลองเล่น ๆ เปิด hi5 แล้วก็เปิดดู power history ผลเป็นงี้

ดูดู๊ดู

อธิบายประกอบภาพ : ไอ้ความชันตอนแรกนั่นคือเพิ่งเริ่มเก็บข้อมูล คือกราฟมันพยายามย่อข้อมูลตามเวลาแฮะ เลยผิดเพี้ยนกลายเป็นความชันไป คือตอนเปิดไว้เฉย ๆ (idle) เนี่ย กินไฟประมาณ 14 วัตต์ พอเข้า hi5 ของดาราคนหนึ่ง (ซึ่งมี flash พอสมควร) การใช้งาน cpu ก็พุ่งไป 100% ทันทีตามคาด ก็รอมันเก็บข้อมูล จนได้ peak ที่ 29 วัตต์

แม่เจ้า

สองเท่าของการใช้งานปกติ

แล้ววันหนึ่ง ๆ เข้า hi5 กันวันละกี่ชั่วโมงเนี่ย


tewson goes tumblr

April 16, 2008

ส่วนตัวแล้วเป็นคนประหลาด ๆ (เพื่อน ๆ รู้ดี)

วันนี้กินแคนตาลูปไปหนึ่งลูก แล้วปั่นจักรยานกลับหอ

ตอนปั่นจักรยานอยู่ก็เรอ อืม เป็นกลิ่นแคนตาลูป

ก็รู้สึกว่าเออมันเจ๋งดีเว้ย เรอเป็นกลิ่นแคนตาลูป

คือทุกวันจะมีอะไรประหลาด ๆ อย่างนี้ ได้ประมาณวันละหนึ่งวลี

ขอจดไว้ ที่นี่ ละกัน

ปล. tumblr เป็นเว็บที่ให้บริการสิ่งที่เรียกว่า tumblelog คือเหมือนกับ blog สั้น ๆ (แต่ยาวกว่า microblogging อย่าง twitter นะ) ซึ่งเน้นการแบ่งปันสิ่งที่คนเขียนได้ไปประสบพบเจอมา แล้วก็ไม่ต้องการ comment หรือต้องการนิดหน่อย


Run – Rabbit Junk

April 11, 2008

นั่งหาเพลงฟังอยู่ ไปเจออัลบั้มเพลงประกอบการ์ตูนเรื่อง Ghost in the Shell ที่โหลด(มั่ว ๆ)มาไว้นานแล้ว ฟังดูแล้วตะลึงมากกับเพลงแรก

Run – Rabbit Junk

เจ๋งสุด ๆ เลยใช่ไหม


ย้อนรอยวัยเด็กกับ Scorched Earth

April 9, 2008

เปิดเวบไปเรื่อย ๆ บังเอิญเจอวลี Scorched Earth : Mother of All Games

ก็รู้สึกเออประหลาดดี คลิกเข้าไปดู เจอรูป

ตื่นเต้นมาก เพราะมันคือเกม (น่าจะเป็นเกมคอมพิวเตอร์เกมแรกในชีวิต) ที่เคยเล่นตอนเป็นเด็ก (มาก ๆ) ตอนอายุสัก 7 – 8 ขวบ คือลืมไปหมดแล้ว พอเห็นรูปของเกมก็เกิดภาพ flashback ขึ้นมาในหัวเลย จำได้ว่าเล่นที่ห้องเล็ก ๆ ในที่ทำงานพ่อ ยุคนั้นยัง Windows 3.11 อยู่เลย ความเร็ว cpu เท่าไรจำไม่ได้ ram นี่ยังไม่ถึงหลักร้อย MB เลย (จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกว่าคำว่า Pentium MMX เท่มาก)

Scorched Earth เป็นเกมแบบป้อมปืนตั้งองศายิงกัน มีอาวุธให้เลือก มีฉากต่าง ๆ ยิงกันแล้วพื้นถล่ม โคตรมัน (เล่นแกล้งน้องสาว อายุห่างกัน 3 ปี)

ที่เล่นบน Ubuntu ได้นี่เพราะใช้ DOSBox ใครสนใจก็ลองโหลดมาจากพวก dosgamesarchive หรือ abandonia เล่นดู (เป็น shareware แฮะ


LEDUBE : LED ในหน้าตาแบบตัวต่อ LEGO

April 7, 2008

เจอจาก tweet ของ @baramunchies ซึ่งเจอใน digg อีกทีหนึ่ง

มันเป็นไฟ LED นี่ล่ะ เพียงแต่อยู่ในรูปตัวต่อเลโก้ สามารถเอามาประกอบเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ลองดูวิดีโอนี่จะพบว่าเจ๋งโคตร

3d2.swf

สมเป็นคนญี่ปุ่นจริง ๆ


codeigniter custom checkbox validation message problem

April 6, 2008

i don’t know if this is a bug or not, but i couldn’t use my custom error message for a checkbox validation.

i wrote

$this->validation->set_message(“required”, ‘please fill this’);

but it showed the default error message.
i looked throughout my controller and Validation.php, still get confused. it seems like there’s another validation rule called ‘isset’ which is not mentioned in the user guide.

accidentally (or experimentally), i wrote

$this->validation->set_message(“isset”, ‘please fill this’);

and it works!

is it a bug ? or is it common?

any idea?


รหัสคดี

April 5, 2008

ช่วงมัธยมต้นผมบ้าอ่านนิยายและเรื่องสั้นจำพวก รหัสคดี มาก รหัสคดี หรือ Mysteries นั้นเรียกง่าย ๆ ก็นิยายสืบสวนสอบสวนนั่นล่ะ ถ้าจะเอานิยามก็ประมาณ เรื่องเล่าที่เน้นการคลี่คลายปัญหาซ่อนเงื่อนของเหตุการณ์ชุดหนึ่ง” (นิยามโดยคุณเรืองเดช จันทรคีรี ที่จะกล่าวถึงต่อไป)

อิทธิพลการอ่านเรื่องแนวนี้ของผม มาจาก “โคนัน” โดย โกโช อาโอยาม่า นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น

ใช่แล้ว ไอ้เด็กแก่แดดตัวกระเปี๊ยกนี่ล่ะ

โคนันทำให้ผมหา เชอร์ล็อค โฮล์มส มาอ่าน และค่อนข้างประทับใจกับเรื่องแนวนี้ จึงพยายามหาอ่าน แต่ในห้องสมุดที่โรงเรียนก็ไม่ค่อยมี เชอร์ล็อค โฮล์มส เล่มแรกที่ผมอ่านกลับไม่ใช้ของต้นฉบับที่ เซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ แต่ง แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกสมมติขึ้นมา ชื่อหนังสือว่า “เรื่องส่วนตัวของเชอร์ล็อค โฮล์มส (The Private Life of Sherlock Holmes)” แต่งโดยไมเคิล และ มอลลี่ ฮาร์ดวิก แปลโดย อ. สายสุวรรณ โดยค้นเจอในกองหนังสือเก่าในบ้าน (สงสัยจะของพ่อ)
ต่อมาผมโชคดีมากเพราะคุณ เรืองเดช จันทรคีรี ได้เปิดตัวสำนักพิมพ์ “รหัสคดี” ไม่บอกก็รู้ว่าตีพิมพ์เรื่องเล่าแนวรหัสคดี ผมสมัครสมาชิกโดยไม่ต้องคิด (ตังค์แม่นี่หว่า) โดยเท่าที่จำได้ นิตยสาร รหัสคดี เป็นรวมเรื่องสั้น แต่ละฉบับจะมีเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดังประมาณสิบเรื่อง และจะมีเรื่องที่เป็น เรื่องเด่น ในฉบับ โดยชื่อเรื่องนั้นจะถูกพิมพ์บนหน้าปก

นอกจากเรื่องสั้นแล้ว นิตยสารรหัสคดี ยังได้แถมความรู้เกี่ยวกับเรื่องเล่าประเภทนี้ด้วย ในบางช่วงก็มีของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หนังสือเล่มเล็กที่มีรายละเอียดนักเขียนคู่กับตัวละคร หรือที่ประทับใจมากคือ เชอร์ล็อค โฮล์มส ในแบบการ์ตูน ตอน ห่วงแต้ม

ผมเป็นสมาชิกนิตยสารรหัสคดีเรื่อยมา แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะย้ายมาเรียนที่นครปฐมเลยไม่ได้ต่ออายุ หรือว่าเพราะทางสำนักพิมพ์เลิกทำแบบส่งถึงบ้าน จึงมีอยู่แค่ประมาณ 20 เล่ม รวมถึงนิยายอื่น ๆ จากสำนักพิมพ์ เช่น Jack the Ripper เก็บไว้ที่บ้านที่อุตรดิตถ์

ที่น่าเสียดายมากคือช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปี 1 พายุถล่มจังหวัดอุตรดิตถ์ น้ำท่วมบ้าน คลังหนังสือที่สะสมไว้ก็หมดกัน (ที่เสียดายที่สุดคือลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ และ ฮอบบิท) เลยไม่ได้ติดตามเรื่องเล่าแนว รหัสคดี สักเท่าไร ช่วงอยู่มหาวิทยาลัยก็เหมือนกับนิสัยชอบอ่านนิยายจะหายไปด้วย

จนสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง แม่ไปงานสัปดาห์หนังสือ ใจดีมาก ซื้อหนังสือจากซุ้มของสำนักพิมพ์ รหัสคดี มาให้ลูก 4 เล่ม ได้แก่

  • รหัสคดี #23 : หอมกลิ่นฆาตกรรม
  • รหัสคดี #15 : อย่าหันไปมองข้างหลังคุณ
  • ใต้เงาเชอร์ล็อค โฮล์มส (รวมเรื่องสั้นเชอร์ล็อค โฮล์มส โดยนักเขียนชื่อดัง เช่น สตีเฟน คิง, เอ็ช. อาร์. เอฟ. คีตติ้ง, หรือ เอ็ดเวิร์ด ดี. โฮ้ค
  • เอลเลอรี่ ควีน ยอดนักสืบ : สุภาพสตรีมีเครา และประพฤติการณ์ตอนอื่น ๆ

ทำให้คิดถึงชีวิตช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างช่วยไม่ได้

ในโลกของรหัสคดี คนส่วนมากต่างยกย่องให้ เชอร์ล็อค โฮล์มส เป็นสุดยอด และเชอร์ล็อค โฮล์มส ยังเป็นต้นแบบของรหัสคดี ที่ตัวละครหลักเป็นนักสืบเอกชน

ที่ดังมาก ๆ อีกเรื่องคงจะไม่พ้น แอร์คูล์ ปัวโรต์ นักสืบชาวเบลเยี่ยม แต่งโดย อกาธา คริสตี้

แต่ผมเฉย ๆ กับทั้ง โฮล์มส และ ปัวโรต์ แฮะ คือไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่มีเรื่องอื่นที่ชอบมากกว่า สองเรื่องนั้นอาจจะเก่าไปก็ได้ (แต่ถ้าให้เทียบกันชอบโฮล์มสมากกว่า)

ตัวละครที่เป็นนักสืบที่โดนใจมากคือ เอลเลอรี่ ควีน นักสืบชาวอเมริกัน แต่งโดย เอลเลอรี่ ควีน ซึ่งเป็นนามปากการ่วมของ เฟรเดอริค ดานนี่ กับ มันเฟร็ด บี. ลี

สิ่งที่ทำให้เรื่องชุดนี้น่าประทับใจ คงเป็นเพราะความทันสมัยในเนื้อเรื่อง และบทสนทนา (คนแปลก็เก่งมากด้วย) เอลเลอรี่ ควีน มีความเป็นมนุษย์มาก (ไม่ได้ว่า โฮล์มส ว่าเย็นชาเป็นหุ่นยนต์นะ) บางครั้งก็แสดงท่าทีไม่มั่นใจ มักจะประทับใจสาว ๆ ที่เจอ (แต่ละตอนจะมีสาวสวย :) ) แต่สุดท้ายก็คลี่คลายคดีอย่างเฉียบแหลม

สิ่งที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างในเรื่องราวของ เอลเลอรี่ ควีน คือการที่ผู้อ่าน “รู้” เท่ากับที่ตัวละครรู้ ทำให้เราสนุกไปกับการทาย ว่าจะตรงกับที่ควีนคิดอยู่หรือไม่

โลกของรหัสคดีไม่ได้มีแต่ตัวละครที่เป็นนักสืบ มาถึงตัวละครที่ผมชอบที่สุดจริง ๆ เขาคือ “นิค เวลเว็ท” โดย เอ็ดเวิร์ด ดี. โฮ้ค

นิค เวลเว็ท เป็นหัวขโมย แต่เขาไม่ใช่หัวขโมยงัดแงะดาด ๆ เขารับจ้างขโมย “ของที่คนทั่วไปไม่สนใจ” ด้วยสนนราคา 20,000 เหรียญสหรัฐฯ (ตอนหลังเพิ่มเป็น 25,000 จนถึง 50,000 เหรียญ) ของที่เขาเคยขโมยก็มีตัวอย่างเช่น ใยแมงมุม
เก่า หนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน หรือถุงชาใช้แล้ว

นอกจากความสนใจว่าเวลเว็ทจะขโมยของออกมาได้อย่างไร ความน่าสนใจของเรื่องอีกอย่างก็คือ เวลเว็ทมักจะเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้ได้ทราบถึงจุดประสงค์ที่ลูกค้าอยากได้ของที่ไม่มีใครต้องการนั้น (ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเขาไม่อยากรู้) และบ่อยครั้งที่เวลเว็ทต้องช่วยคลี่คลายปริศนาบางอย่าง ที่ส่งผลให้ตัวละครอีกตัวได้รับการช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกว่าเวลเว็ทเป็นขโมยที่เป็นคนดี (แต่มันก็ขโมยแหละ) เรื่องราวของเวลเว็ทสนุกสนานมากและมีมุขตลกแทรกอยู่เรื่อย ๆ

ตัวละครอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่าเท่มาก คือ ศาสตราจารย์ ดร. ดร. ดร. เอากุสตุส เอส. เอฟ. เอกซ์. ฟาน ดูเซิ่น (ดร. ทั้งสามเกิดจากปริญญาเอกสามสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์) หรือฉายา “เครื่องจักรนักคิด” เป็นตัวละครที่ถูกสร้างโดย ฌาคส์ ฟูเทรล ชาวอเมริกัน ผู้จมลงไปกับเรือไททานิค

ศาสตรจารย์ดูเซิ่น เป็นชายแก่วัยห้าสิบ ร่างเล็ก หัวเถิก ผมกระเซิง มักจะวุ่นอยู่กับการทดลองในห้องปฏิบัติการ งานอดิเรกของเขาคือการไขคดีที่นักข่าวหนุ่ม ฮัทชินสัน แฮทช์ นำมาปรึกษา โดยบางครั้ง แค่ฟังที่แฮทช์เล่า เขาก็คลี่คลายคดีได้ ด้วยความเชื่อมั่นในตรรกศาสตร์ เขาพูดบ่อย ๆ ว่า สองบวกสองไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้สี่

เรื่องเกี่ยวกับดูเซิ่นเรื่องแรกที่ผมได้อ่านคือ ปริศนาห้องขังหมายเลข 13 โดยในเรื่อง ดูเซิ่นพยายามพิสูจน์ต่อเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่มีความคิดไตร่ตรองอย่างดี โดยเขาให้ตัวเองถูกขังในคุก โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เท่ากับนักโทษคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าจะแหกคุกออกมาภายใน 1 สัปดาห์ แล้วเขาก็ทำได้จริง ด้วยกลวิธีที่ซับซ้อนมาก แถมตอนเฉลยยังบอกอีกว่ามีทางอื่นอีกสองทาง

ใครที่ไม่เคยอ่านก็ลองหามาอ่านนะครับ มันสนุกมากจริง ๆ กับรหัสคดี ลองแวะไปดูที่ซุ้มของสำนักพิมพ์รหัสคดีก็ได้ งานหนังสือยังไม่จบ