juno

May 25, 2008

ได้ยินคำร่ำลือมานานมากกับหนังเรื่องนี้ Juno

Juno เป็นเรื่องราวของเด็กสาววัยสิบหกชื่อ จูโน่ ที่บังเอิญ (จริง ๆ ก็ไม่บังเอิญเท่าไรนะ) ท้องกับเพื่อนบื้อ ๆ ชื่อ บลี๊กเกอร์ แน่นอนว่าแม้แต่กับผู้ใหญ่ การมีลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเด็กสาวอย่างจูโน่ จะผ่านเรื่องหนักหนาเหล่านี้ไปได้อย่างไร

ดูจบแล้วต้องบอกว่า หลงรักจูโน่ ครับ ตัวละครจูโน่นี้น่ารักมาก ๆ ทั้งการพูดจา สีหน้า ท่าทาง แก่นแก้วได้ใจจริง ๆ บทสนทนาต่าง ๆ เต็มไปด้วยมุขสุดฮา

นอกจากมุขตลกแสบ ๆ ต่าง ๆ ส่วนที่เป็นสาระของหนังก็ไม่ใช่เบาครับ น้องจูโน่ท้องตั้งแต่อายุแค่ 16 เอาแค่คิดว่าจะบอกพ่อแม่อย่างไรดีก็เครียดแย่แล้ว เห็นว่าจะไทยหรือฝรั่ง เรื่องลูกตัวเองท้องตั้งแต่เด็กมันก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำคัญที่ว่าครอบครัวต้องให้ความห่วงใยกับวัยรุ่นที่พลาดพลั้งไป

ข้างล่างนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องของหนังนะ

.

.

.

.

จากในหนัง จูโน่แข็งแกร่งมาก เธอเลือกที่จะไม่ทำแท้ง (หรือเพราะว่าเด็กมีเล็บ ฮา) แต่เธอก็ยังเป็นแค่เด็ก 16 มีหลายฉากที่แสดงให้เห็นว่าจูโน่ต้องอดทนมากขนาดไหน (อันนี้คิดไปเองว่า) ฉากที่ให้จูโน่เดินฝ่าคนเยอะ ๆ นั่นคือจูโน่พยายามฝ่าปัญหาทั้งหลายออกไป

ไม่หมดเท่านั้น จูโน่ถึงกับร้องไห้เมื่อพบว่า ครอบครัว (สุดเพอร์เฟกต์) ที่จะขอรับลูกเธอไปเลี้ยงนั้น แท้จริงแล้วก็มีปัญหา โดย มาร์ก ผู้เป็นสามี ก็ไม่ได้พร้อมในการเป็นพ่อคนพอ ๆ กับที่จูโน่ไม่พร้อมเป็นแม่คน

.

.

.

.

.

จบการเปิดเผยเนื้อเรื่อง

สรุปคือ ไปดูเถอะ เชื่อเลยว่าหลังจากดูแล้ว เวลาที่เหลือของวันแม่งโคตรสดใสอะ

จูโน่


indiana jones 4 : เก๋า เก๋า

May 23, 2008

กลับมาแล้ว หลังจากผ่านไปเกือบ 20 ปี กับลุงแฮริสัน ฟอร์ด ในมาดอาจารย์โบราณคดีสุดเก๋า เฮนรี่ โจนส์ จูเนียร์ หรือที่เขาชอบเรียกตัวเองตามชื่อหมาว่า อินเดียน่า หรือ อินดี้

หลังจาก หีบศักดิ์สิทธิ์ หินศักดิ์สิทธิ์ และจอกศักดิ์สิทธิ์ คราวนี้ลุง (หรือปู่) อินดี้ของเรา มาตามหา “กะโหลกแก้ว” ครับ

ผมไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อยเพราะอยากให้ไปดูกันเอาเองทุกคน เอาเป็นว่าหายคิดถึงอินดี้แน่นอน หนังยังคงความคลาสสิคในฉากต่าง ๆ ไว้ ภาพก็สวยงาม (บางฉากแม่งโคตรยิ่งใหญ่) มุขตลกก็มากมายเหมือนเดิม

ที่อยากจะพูดถึงคืออินดี้ยัง “เก๋า” เหมือนเดิม ดูเก๋ามากขึ้นด้วยซ้ำเพราะแก่ลงเยอะ ตั้งแต่ในเทรลเลอร์แล้ว ตัวละครหลักอีกตัวคือ มัทท์ (ไชอา ลาเบิฟ) ก็เก๋าไม่แพ้กัน เก๋ายังไงไปดูกันนะ

ฉากที่ประทับใจมีหลายฉาก ถ้าแค่จากเทรลเลอร์ก็ต้องฉากเปิดตัวเลย เท่สุด ๆ ที่เป็นเงาอินดี้ก้มหยิบหมวกอันเป็นเอกลักษณ์มาสวมหัวน่ะ เท่โคตร ๆ ๆ ๆ ๆ

อย่าลืมไปดูนะ


แจวจ้ำจึก : to be is to be perceived

May 21, 2008

เพิ่งเสร็จงานรับเพื่อนใหม่เมื่อเช้านี้เอง สนุกมาก ๆ

แต่ให้ไม่นอนสองสามคืนติดกันแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ไหวแฮะ

คนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ทุกคนคงเคยร้อง (และเต้น) ในเพลง “แจว (มาแจวจ้ำจึก)”

เนื้อร้องก็ไม่ค่อยมีอะไร

แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึก(บางที่ว่า “พอถึงตอนดึก”) นึกถึงคนแจว [ซ้ำ]

แจวเรือจะไป … แจวเรือจะไป … ขอเชิญ … ลุกขึ้นมาแจว

ผมพบว่าการสันทนาการที่ใดก็ตาม เพลงแจวจะเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตชนิดที่ว่า ต้องมี

เพราะกติกาในการร่วมสนุกนั้นง่ายมาก ถ้าเขาเรียกเรา เราก็แจว

จากที่นั่งดูบรรดาเพื่อนใหม่ “แจว” กันจนโรงยิมสะเทือน (กองสันฯ เขาสุดยอดจริง) ก็นั่งคิดเพลิน ๆ

ว่าที่การ “แจว” นี่มันสนุก มันเพราะว่าอะไร

นอกจากจังหวะโจ๊ะ ๆ เนื้อเพลงติดหูแล้ว การถูกเรียกขึ้นมาแจวนี่ล่ะ ที่เป็นกลไกสำคัญ

ตอนถึงท่อน “แจวเรือจะไป …” ฝูงชนจะเงียบ คอยฟังว่าเงื่อนไขอะไรจะทำให้ใครต้องแจว

แน่นอนว่าทุกคนจะลุ้นอยู่ในใจ ว่าตนจะถูกเรียกขึ้นไปแจวหรือไม่ พอเป็นเงื่อนไขของตัวเองปุ๊บก็ถึงเวลาสนุกสนาน

ไม่รู้คิดมากไปหรือเปล่า แต่ผมว่ามันแสดงถึงว่า โดยพื้นฐานคนเรานั้นต้องการให้คนอื่นมาสนใจ

หมายถึงว่า ถ้าลองดูกติกาของเพลงแจว มันเรียบง่ายมาก ๆ แค่ประกาศเงื่อนไขขึ้นมาหนึ่งอย่าง แล้วคนที่มีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขนั้นก็ทำอะไรสักอย่าง ไม่มีได้รางวัล ไม่มีโดนลงโทษ แค่ลุกขึ้นมาแจว ซึ่งถ้าเราลองใช้กลไกนี้ในสถานการณ์อื่น (เช่น ตะโกนในห้องเรียนว่า คนโสดยกมือขึ้น) ความสนุกสนานคงน้อยกว่านี้เยอะ

อ้อ องค์ประกอบสำคัญของความสนุกอีกอย่างคงเป็นความน่าพิศวงของคำคล้องจอง ไม่รู้ทำไมว่าประโยคที่มันคล้องจองกัน มันน่าฟังมากกว่าประโยคทั่วไป (เพลงแร็พเป็นตัวอย่างที่ดีมาก) มันทำให้เรา “แอบเดา” ได้ล่วงหน้าสักสองสามวินาที ว่าเงื่อนไขการแจวนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อเดาได้แล้ว บรรยากาศของความครื้นเครงก็ไหลมา เพราะทุกคนก็จะรอดู “เป้าหมาย” ลุกขึ้นมาแจว และ “เป้าหมาย” ก็เตรียมลุกขึ้นมาแจวด้วย

รู้สึกเริ่มนอกเรื่อง ก็สรุปได้ว่าเพราะคนเรามันชอบให้คนอื่นสนใจนี่หว่า ถึงได้สนุกสนานกับเพลงแจวเรือ

พาลให้คิดต่อไปอีกว่า คนที่น่าเศร้าที่สุด คงจะเป็นคนที่ไม่เคยถูกเรียกขึ้นมาแจวเลย ลองนึกสิว่า เล่นแจวกันเป็นสิบ ๆ รอบ คนข้าง ๆ แม่งลุกขึ้นมาแจวสามสี่รอบแล้ว ยังไม่มีเงื่อนไขไหนที่ทำให้ลุกขึ้นไปแจวได้ คงได้แต่นั่งยิ้มแหะ ๆ มองคนรอบ ๆ

มันช่างน่าเศร้าจริง ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น

ฝากถึงคนนำแจวทุกคนด้วยนะครับ

(จริง ๆ ก็คงยากนะที่จะไม่โดนเรียกให้ลุกขึ้นแจว เพราะอย่างน้อย “แจวเรือไปซื้อโฉนด ขอเชิญคนโสดลุกขึ้นมาแจว” มันก็เป็นเงื่อนไขสุดฮิตเหมือนกัน อิอิ)


my political compass

May 15, 2008

the counterfeiters

May 10, 2008

ปีนี้ก็เป็นหนังเยอรมันอีกแล้วที่ได้รางวัลออสการ์ (จริง ๆ ของปีนี้คือ ออสเตรีย/เยอรมนี แต่ก็พูดเยอรมันทั้งเรื่องนั่นล่ะ) คือ The Counterfeiters (Die Fälscher)

เป็นเรื่องของ ซาโลมอน โซโรวิทช์ นักปลอมแปลงธนบัตรระดับตำนาน แต่พลาดท่าถูกตำรวจลับนาซีจับไปอยู่ค่ายกักกัน และต้องทำธนบัตรปลอมให้กับกองทัพเยอรมัน

เนื่องจากว่าเข้าไปดูโดยไม่ได้อ่านอะไรไปก่อนเลย จึงนึกไปว่าเป็นหนังแนวแอคชั่น จารกรรม พยายามหลบหนีออกจากค่ายกักกัน ประมาณนั้น เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น

ตอนที่รายชื่อทีมงานเลื่อนขึ้นมาหลังหนังจบ ความรู้สึกของผมคือ จุก อึ้ง ต้องนั่งต่ออีกพักหนึ่ง เนื่องจากหนังมันค่อนข้างหนัก ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ ความเป็นมนุษย์

นักโทษในค่ายกักกันนั้นไม่ใช่คนเลวร้าย เขาไม่ได้ก่ออาชญากรรม เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมาย เขาเพียงแต่เป็นชาวยิวที่ฮิตเลอร์เกลียดเท่านั้น หลายคนมีความสามารถหลากหลาย ทั้งศิลปิน นายธนาคาร หมอ หรือนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

[ข้างล่างนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องนะครับ]

หนังเสนอตัวเลือกที่ยากมากให้กับโซโรวิทช์ ตัวเอก เนื่องจาก บูร์เก้อร์ เพื่อนผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์และเป็นผู้ชำนาญการพิมพ์ไม่ยอมให้การปลอมแปลงธนบัตรสำเร็จ เนื่องจากมันจะทำให้นาซีชนะสงคราม ในขณะที่ความล้มเหลวของหน้าที่ปลอมแปลงหมายถึงความตายของทุกคน แต่การปลอมแปลงธนบัตรจะสำเร็จได้ ต้องไม่มีการขัดขวางจากบูร์เก้อร์ ซึ่งหมายถึงความตายของเขาในฐานะผู้ทรยศ

ต่างจากความเถรตรงของบูร์เก้อร์ที่พร้อมจะถูกยิงเป้า โซโรวิทช์เลือกที่จะประนีประนอมระหว่างฝ่ายนาซีและเพื่อนผู้ถูกคุมขัง เขา -ในฐานะหัวหน้าทีม- ก็ไม่ต่างจากหมอ คลิงเก้อร์ หมอคนเดียวในแผนก ที่กุมชะตานักโทษทั้งแผนกไว้เนื่องจากยารักษามีไม่พอสำหรับทุกคน

ในช่วงแรกโซโรวิทช์ไม่ยี่หระว่าความอัจฉริยะของเขาจะทำให้เยอรมนีชนะสงคราม เพราะสิทธิพิเศษที่ได้ในค่ายในฐานะผู้เชี่ยวชาญการปลอมแปลงนั้นมากพอ เมื่อเทียบกับว่าเขาอาจถูกยิงทิ้งได้ทุกเมื่อในค่ายอื่น แต่เขาต้องตระหนักว่า เขาเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน เมื่อนาซีสามารถเลียนแบบการปลอมเงินปอนด์สเตอร์ลิงของเขาได้ และถ้านาซีเรียนรู้การปลอมเงินดอลล่าร์ได้ เขาก็จะหมดประโยชน์ นายทหารเยอรมันคนหนึ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้แก่เขา (อย่างรุนแรง) แต่เขาหยุดภารกิจไม่ได้ เพราะชีวิตของเพื่อนร่วมค่ายขึ้นอยู่กับความสำเร็จของภารกิจ ตัวแปรที่สำคัญอีกตัวคือ คาร์ล้อฟฟ์ นักศึกษาด้านศิลปะที่ถูกจับมาเช่นกัน คาร์ล้อฟฟ์กำลังจะตายเพราะวัณโรค และโซโรวิทช์ต้องช่วยทำหนังสือเดินทางปลอมให้หัวหน้านายทหารเพื่อแลกกับยา หรือ ซิลินสกี้ ผู้รักตัวกลัวตาย แต่รู้ตัวว่าจะต้องถูกประหารเพราะการต่อต้านนาซีของบูร์เกอร์

ตัวละครที่สำคัญอีกตัวคือหัวหน้าทหารชื่อเฮอร์ตซ็อก เขาสะท้อนความจริงของมนุษย์ออกมาเมื่อเขากล่าวว่าเขาเองเคยยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เพื่อประชาชนมาก่อน แต่ก็มาเป็นทหารนาซีด้วยเหตุผลเดิม ๆ ว่า “อุดมการณ์กินไม่ได้”

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ทรยศเพื่อน อุดมการณ์ และการเอาชีวิตรอดแล้ว ตัวละครยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดในอภิสิทธิ์ของตน เนื่องจากในส่วนอื่นของค่าย นักโทษส่วนมากได้แต่ใช้แรงงานรอวันตายไปวัน ๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความโหดร้ายของสงคราม (นักโทษคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายหลังจากพบหนังสือของลูกตัวเองในกล่องตัวอย่างหนังสือเดินทางตัวอย่างเพื่อการปลอมแปลง) และความเป็นมนุษย์ (โซโรวิทช์และโกลย่านั่งคุยกันถึงอาจารย์สอนศิลปะ / โซโรวิทช์บังคับให้โกลย่ากินอาหารเพื่อที่เขาจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อเขียนรูปต่อ / สิ่งแรกที่นักโทษทำหลังยึดค่ายคือเปิดแผ่นเสียงฟังเพลง / ทหารนาซีร้องไห้ให้กับการร้องเพลงของนักโทษ)

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากพ่อที่จะฆ่าตัวตายตามลูก ฉากสนทนาระหว่างโซโรวิทช์และโกลย่า และฉากที่บูร์เก้อร์ร้องไห้เมื่อเห็นแท่นพิมพ์อีกครั้ง เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่ายังเป็นมนุษย์อยู่

การนำเสนอของหนังนั้นไม่หวือหวา ไม่สะดุ้ง อารมณ์นิ่ง ๆ หนัก ๆ ฉากจบก็เนิบ ๆ แต่ดูจบแล้วมันฝังแผลในใจผมแฮะ คือคิดย้อนถึงหนังทีไรมันก็จะจุก ๆ ยังไงใครไปดูมาแล้วก็มาแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันนะ

อ้อ สำหรับคนที่ไปดูแล้ว ตอบผมหน่อยนะว่าถ้าเป็นโซโรวิทช์ คุณจะเลือกทางไหน


firefox spins my hard drive like a dj

May 10, 2008

จาก firefox in the wood

หลังจากลง hardy heron ก็มีความสุขกับมันดีครับ แต่ติดอยู่อย่างหนึ่งคือ ไฟร์ฟอกซ์ เวอร์ชั่น 3.0 Beta 5 ที่ติดมาด้วยเนี่ย มัน “หน้ามืด” บ่อยมาก (อาการที่หน้าจอโปรแกรมกลายเป็นโทนสีเทาเนื่องจากทำงานหนัก) ตอนแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะเครื่องมันก็เก่า (4 ปี) แรมก็น้อย (512 MB) แล้วก็ชอบเปิดอะไรค้างไว้หลาย ๆ อย่าง

จนวันหนึ่ง เปิดคอมมาจะอ่านข่าวหนัง (jediyuth) อยู่ ๆ น้องหมามันหน้ามืดไปเลย อ้าวเฮ้ย นี่กูเปิดไฟร์ฟอกซ์อย่างเดียวมันทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือ เหลือบไปดู system monitor มุมจอพบว่าช่องแสดงการทำงานของ hard drive นี่กราฟขึ้นลงยิก ๆ แดงเถือกเลย

ตอนแรกก็ไม่ได้โทษน้องหมานะ มันเป็นแค่เวบเบราเซ่อร์จะทำอะไรได้ เลยโทษ tracker ก่อนเลย แต่ว่ามันก็ pause อยู่ จึงหันไปถาม google (เหมือนมันนั่งข้าง ๆ เลยนะ) ด้วยคำค้นว่า heron too much hard disk usage โป้งเดียวเจอเลย

firefox process becomes uninterruptible hard disk usage

เอาแล้วไงน้องหมา

เจออันนี้อีก ฮาดี ได้แรงบันดาลใจตั้งหัวข้อ

Firefox 3 is eating my hard drive?

ต้องเล่าก่อนสำหรับคนที่ยังไม่ได้ใช้ firefox 3.0b5 ว่าน้องหมารุ่นใหม่เนี่ยฉลาดมาก ผมประทับใจมากที่เราไม่จำเป็นต้องพิมพ์อักษรขึ้นต้น url เพื่อเปิดเว็บที่เคยเข้าแล้ว แต่เราสามารถพิมพ์คำอะไรก็ได้ ที่เคยเป็นหัวข้อเว็บ แล้วมันจะเรียก url ขึ้นมาให้เอง ถ้ายังงง สมมติผมเคยเข้า wikipedia หัวข้อ เอ้ก บุษกร แล้ววันต่อมาอยากอ่านอีก ก็ไม่ต้องพิมพ์ th.wiki… แค่พิมพ์ เอ้ก บุษกร มันก็จะเรียก http://th.wikipedia.org/wiki/เอ้ก… ขึ้นมาให้ รู้สึกว่าความสามารถนี้เรียกว่า AwesomeBar ซึ่งผมว่ามัน Awesome จริง ๆ ล่ะ

ความฉลาดอีกอย่างหนึ่งของน้องหมาคือการหยุดยั้งพวกเรามนุษย์ จากการเข้าเว็บไซต์ที่ถูกโจมตี (suspected attacked site) ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อเครื่องเรา โดยจะมีหน้าตำรวจโผล่ขึ้นมาบอกว่าเว็บนี้เข้าบ่ได้

ความสามารถทั้งสองอย่างที่กล่าวไปนั้น เป็นสิ่งที่คนเขาเดากันว่าเป็นสาเหตุของการหมุน ๆ hard drive อย่างเมามัน ซึ่งหลายคนก็ลองหลายวิธี เช่น ปิดการทำงานของระบบรักษาความปลอดภัยเหล่านั้น หรือลดปริมาณ history (ค่าเริ่มต้นมันเก็บย้อนหลังไป 6 เดือน?!?) บางคนก็ลบฐานข้อมูลเว็บอันตรายออกไป

ปัญหาก็คือ (ถ้าผมอ่านไม่ผิดนะ) วิธีที่ลอง ๆ กันเนี่ย บางคนก็บอกว่าได้ผล บางคนก็บอกว่าไม่ได้ผล ส่วนผมไม่กล้าลองปรับอะไรแฮะ เพราะเท่าที่สังเกต มันจะปั่น hard drive ผมเฉพาะช่วงที่ต่ออินเตอร์เนตใหม่ ๆ แล้วก็หยุดปั่นไป พักใหญ่ ๆ จึงจะกลับมาปั่นอีก ก็พอทน ยังไงมันก็แค่เบต้า 5 น่ะ (แต่ก็น่ารำคาญแหะ) ใครมีวิธีอะไรก็บอกกันบ้างนะ

ไม่เป็นไรนะหมาน้อย  เนื่องจากเจ้ายังด้อยเป็นเบต้า

เมื่อเติบใหญ่คงจะได้รู้วิชา เป็นเครื่องหาเว็บอ่านสำราญใจ

(แต่งสด ฮ่า ๆ)


Iron Man

May 1, 2008

เพิ่งกลับมาจากดู Iron Man สด ๆ ร้อน ๆ

อธิบายได้อย่างเดียวคือ

สนุกมาก ๆ

เป็นหนังที่ลงตัวมาก คือดูเพื่อความบันเทิงอย่างแท้จริง ทั้งเท่ ทั้งตื่นเต้น ทั้งฮา

หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่อย่างนี้ ดูชื่อเรื่องก็รู้ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม เรียกได้ว่ารู้ตอนจบกันตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่ตรึงคนดู (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) คือ ความเท่

คือพระเอกแม่งเท่มาก รวย ฉลาด มีรสนิยม มีคุณธรรม ตลก ชุดเกราะแม่งก็เท่อีก อาวุธก็ไม่ธรรมดา

ไปดูกันสิ เชื่อได้ว่าเกือบทั้งหมดตอนเข้าห้องน้ำหลังจากดูจบจะทำท่าปล่อยพลังใส่กระจกเหมือนพระเอก

ไปดูในโรงกันนะ แล้วมาคุยกัน

ปล. กวิเน็ธ พัลโทรว์ น่ารักจริง

ปล. 2 “Next time, baby !” ก๊าก ๆ ๆ ๆ